Showing posts with label อเมซอน. Show all posts
Showing posts with label อเมซอน. Show all posts

Sunday, October 3, 2010

tools ช่วยในการดึงสินค้า best seller จาก amazon มาเป็น keyword และ เก็บ asin no by nopchan

tools ช่วยในการดึงสินค้า best seller จาก amazon มาเป็น keyword และ เก็บ asin no

อีกหนึ่ง tools ช่วยในการ ดึง สินค้า best seller จาก amazon มาเป็น keyword และ เก็บ asin no และ รายละเอียดสินค้า amazon เป็นไฟล์


Amazon Get 1.1.7

เนื่อง จาก มีผู้ถามถึง script ตัวนี้ เลย เอาออกมาให้ลอง ใช้กัน ว่า มันพอมีประโยชน์ อะไร บ้างไหม

มีความสามารถในการ call api ของ amazon แล้ว ดึง title มา กระจายเป็น
keyword แล้ว save ลง ไฟล์ .csv เพื่อไปจัดการต่อ ใน excel
เพื่อนำไปใช้ในการ วิเคราะห์ keyword ต่อไป


การ ติดตั้งเบื้องต้น


1. ทำการ download file กลับ ไปไว้ ในแต่ ละ เครื่องคอมพิวเตอร์ ของท่าน เพื่อรอไปติดตั้งบน host ต่อไป (host ต้อง รองรับ ioncube loader เช่น gator)

2. ทำการ upload file ดังกล่าว ผ่านทาง cpanel -> filemanager หรือ ftp
client ใด ๆ แล้ว แต่ ถนัด ไปยัง domain ที่ท่านได้ add on ไว้บน host
อยู่ แล้ว ซึ่งอาจ มี script หรือ web site อื่น ๆ อยู่ ก็ไม่ใช่ปัญหา
เพราะต้องการ สร้างเป็น subdirectory เพื่อใช้งานเท่านั้น

3. ทำการ แตกไฟล์ zip ดังกล่าว บน host จะได้ subdirectory ชื่อ
amazonget ขึ้นมา แล้ว ให้เข้าไปแก้ไข permission ของ folder
amazonget/output ให้เป็น 777 ก่อน

4. ทำการ เข้าไปแก้ไข ไฟล์ index.php ที่อยู่ ใน subdirectory amazonget
โดย ใส่ ค่า amazon access key และ amazon secret key ของท่าน ลงไป แล้ว
ทำการ บันทึกไฟล์

5. script ดั่งกล่าว มาพร้อมไฟล์ license

6. ทำการ เรียกเข้าใช้งาน ผ่าน http://www.mydomain.com/amazonget/index.php
(กรุณา เปลี่ยนจาก mydomain.com ไปเป็น ชื่อ domain ของท่านเอง)

7. ทำการ เลือก categories สินค้า ที่ท่านต้องการ จะ ดึงรายละเอียดมา
แล้ว ทำการ กรอก node id ของ สินค้า ที่ท่านต้องการ สามารถกรอก node id
ได้มากกว่า 1 โดย ใส่แยก เป็นคนละบรรทัดกัน (การใส่ได้จำนวนมากน้อย
ขึ้นอยู่กับ host รองรับ แนะนำให้ใส่ไม่เกิน 5 รายการ สำหรับ vps หรือ
dedicate หรือ หากเป็น sharedhost ควรใส่เพียง 1 - 2 node พอครับ)

8. ทำการ click get product ครับ

9. รอระบบทำการ run script ให้

10. หากเสร็จ เรียบร้อย ไม่มี error ใด ๆ ท่านจะเห็นไฟล์ keywordxx.csv
(xx = ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ตามจำนวนครั้งในการ run) อยู่ใน folder
output บน host รวมทั้ง ไฟล์ products และ ไฟล์ keyword สำหรับ imacro

productsxx.csv ไฟล์ รายละเอียด สินค้า ประกอบด้วย asin no,รายชื่อสินค้า , ราคาปกติ , ราคาลดแล้ว , rating , url รูปภาพ
keywordsxx.csv ไฟล์ keyword สินค้า โดยการ ตัด ชื่อสินค้า หรือ title สินค้า ออกมา แตก เป็น คำ ๆ
keywordsxxi.csv ไฟล์ keyword สินค้า โดยการ ตัด ชื่อสินค้า หรือ title สินค้า ออกมา แตก เป็น คำ ๆ แต่เปลี่ยน ช่องว่าง เป็น เพื่อสะดวกไปใช้กับ imacro

11. ทำการ download ไฟล์ keyword ดังกล่าว กลับมา ยังเครื่อง ของ ท่าน โดย copy url ที่ได้ ข้างต้น มาเรียก ใน browser (firefox/ie) ระบบจะทำการ download มา ถ้าไฟล์ที่ได้ขนาดเป็น 0 แสดง ว่า script run ไม่จบ อาจ net ช้า host ทำงาน ช้า เลยทำให้ run ไม่จบ

12. เปิดใช้งานไฟล์ ผ่าน excel .... สามารถใช้งาน ใน excel

13. นำเข้า หรือ import เข้า ยัง market samurai เพื่อ ทำการ กรอง
keyword ตามเงื่อนไข ต่อไป หรือ นำคำ ไปแตกใน google external keyword tools หรือ semrush หรือ magic niche finder เพื่อทำการ แตกคำ keyword ใกล้เคียง ใครถนัด หรือ ชำนาญอันไหน ก็ลองกันดูครับ

Download

hxxp://www.tempf.com/getfile.php?id=737320&key=4ca7fd270e472
or
hxxp://www.sendspace.com/file/lkxqkp

Thursday, July 1, 2010

สรุปยอดอเมซอนประจำเดือนมิถุนายน 2010 (แบบอายๆ)

แห่ม ว้าา ขอขึ้นต้นด้วยอุทาน 2 คำนี้ซะหน่อย ที่ต้องอุทานแบบนี้เพราะก่อนที่จะเขียนรวบรวมผลงานงานอดิเรกหรือ affiliate ที่เราทำมาทั้งเดือนที่ผ่านมา ได้ผ่านไปดูเว็บบล็อคของรุ่นพี่หลายๆคน พี่หลายๆคนก็ได้มีการสรุปยอดเดือนที่ผ่านมาไว้แล้วเช่นกัน อย่างที่ thethaiaffiliate link และ thainetblog link และนี่ยังไม่รวมพี่ๆที่เก่งๆอีกหลายๆคน และหากหลายคนได้เข้าไปดูแล้วถ้าไม่เห็นบ่อย หรือตัวเองก็ทำได้ ไม่ทึ่ง ไม่ตาโต ก็คงจะเป็นไปได้ยาก (เกือบ 3 แสนต่อเดือนจากการทำงานที่บ้าน)

แต่เมื่อเปรียบเทียบกันของตัวเราเองแล้ว... แห่ม ว้าา ฮ่าๆ ไมมันน้อยจัง แต่ก็ไม่รู้สึกอะไรมาก ได้ก็ยังดีกว่าไม่ได้ แม้จะน้อยแต่ก็ภูมิใจกันมัน มาดูของผมหน่อยดีกว่า

ก็เท่านี้แหละ ฮ่าๆ รวมๆกันก็ได้ 335.77 เหรียญ จะว่าไปก็ถือว่าไม่เลว แต่ถ้าเทียบกับเหล่าพี่ๆ Premier League แล้วละก็เราคงอยู่ division 3 เห็นจะได้ แต่นี่ถือเป็น New High ของผมในส่วนของการทำ SEO ล้วนๆ

และหลังจากนี้คงต้องมาคิดทบทวนกันสิ่งที่ทำมาทั้งเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อะไรที่ดีเราเก็บไว้ ไม่ดีก็ปรับปรุงมันเข้าไป และวางแผนกับเดือนกรกฎาคมนี่ทั้งเดือนว่าจะทำอะไรบ้าง

Friday, February 13, 2009

ใครมีเทคนิคให้ขายของได้ทุกวันบ้างครับ bmw

หาสินค้าหลายๆตัว แล้วก็คนละตลาดด้วยครับ สินค้าแต่ละตลาดจะมีช่วงของมันอยู่

ตัวอย่างเช่น สินค้าประเภทเครื่องดื่มแฮลกอฮอล์ จะขายได้ดีช่วงสุดสัปดาห์
เพราะฉนั้นต้องหาตลาดที่ขายดีในตอนต้นสัปดาห์ เช่น ลิปส์ติก อะไรพวกนี้

คุณต้องรู้ข้อมูลให้ได้ว่า ตลาดนี้มันสามารถทำตลาดได้ดีในตอนไหน

หรือ ถ้าไม่อยากหา ก็หาตลาดที่แตกต่างกันครับ เหมือนกับพวกนักลงทุนครับ เค้าจะลงทุนในตลาดที่แตกต่างกันเพื่อกระจายความเสี่ยง เพราะถ้าเค้าลงทุนในตลาดเดียวเลย ถ้าเกิดมีอะไรขึ้นกับตลาดนั้น มันจะเป็นเรื่องไม่ดีกับเค้าเอง

เช่น เศรษฐกิจกำลังขึ้นเอาๆ ก็ลงทุนกับพวกก่อสร้าง เช่น หิน ดิน ทราย ถ้าเศรษฐกิจแย่ก็ลงทุนจำพวก มาม่า

ก่อน ที่คุณจะออกรบ คุณต้องวางแผนการรบก่อน ต้องไปดูภูมิประเทศที่คุณจะไปรบ(วิเคราะห์ตลาด คู่แข่ง) พอรู้แล้วว่าภูมิประเทศเป็นแบบไหนก็ต้องหากลยุทธการรบ(จะเข้าไปขอส่วนแบ่งใน ตลาดนั้นยังไง) และถ้าเจอเจ้าที่แรง คุณก็ต้องหาของเซ่นไปไหว้เจ้าที่ด้วย(เงินค่าทดลองตลาด)

เพิ่มเติมก็เข้าไปอ่านในนี้ดูครับ --> สุดยอดเทคนิค ขายสินค้ายังไงให้มียอดขายเป็นที่น่าพอใจตลอดเวลา


ทำไม 2 เดือนที่แล้วขายได้ แต่เดือนนี้ขายไม่ออกเลย ใช่ปัญหาที่คุณกำลังเจออยู่รึเปล่า?

วันนี้ผมจะมาแชร์ครับว่าทำไมสินค้าที่เราขายอยู่นั้น เมื่อก่อนขายดีมาก แต่ทำไมตอนนี้ขายไม่ได้แล้ว

อัน นี้เป็นกลยุทธทางการตลาดของบริษัทที่กำลังมาแรงบริษัทหนึ่งแต่ขอสงวนชื่อไว้ นะครับ เดี๋ยวจะมีปัญหาทีหลัง ซึ่งบริษัทนี้เป็นบริษัทที่หนังสือพิมพ์หลายๆเล่ม ได้ออกมาบอกว่า ต่อไปจะบริษัทที่มียอดขายอันดับต้นๆของเมืองไทยในตลาดที่บริษัทนี้ทำอยู่

ก่อน อื่นผมอยากจะให้เข้าใจก่อนว่า สินค้าแต่ละตัวนั้น จะมีอายุของมันครับ ทำไมบริษัทต่างๆที่เห็นโฆษณาออกทีวี ต้องมีรุ่นใหม่ๆออกมาเสมอ นั่นก็เพราะเหตุนี้นี้เอง เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันครับ




เอา สินค้าใกล้ๆตัวละกันนะครับ ยกตัวอย่าง ยาสีฟัน ยี่ห้อ คอล บิล เกต ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง สินค้ารุ่น A ขายดีอยู่แล้ว แต่ทำไมหลังจากนั้น ไม่นานก็ออกรุ่นใหม่มาอีก เป็นรุ่น B นั่นก็เพราะว่า รุ่น A จะครองตลาดอยู่ได้ระยะหนึ่ง มันก็จะตกครับ ดูรูปภาพเป็นตัวอย่างนะครับ

จะสังเกตุว่า ยอดขายของรุ่น A นั้นจะเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นก็จะทรงตัวอยู่ระยะหนึ่ง แล้วก็จะเริ่มตกลงมา
ในช่วงที่รุ่น A อายุเริ่มหมดแล้ว ทางบริษัทก็จะดันรุ่น B เข้ามาในตลาดเพื่อรักษาผลกำไรของบริษัทเอาไว้ครับ

เป็นยังไงบ้างครับ หวังว่าคงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ
bmw

บล็อกของนาย จ.จื้อ

Monday, January 12, 2009

Free Shipping and Online vs. Offline Shopping

Research firm, ForeSee Results, which tracks online consumer satisfaction, put out some additional findings from its holiday shopping survey of “more than 9,000 responses collected from December 1, 2008 through December 18, 2008 from shoppers who had visited the Top 40 retail websites at any point within the prior 14 days.” Here’s the part of interest to me:

According to the data, “when they choose to shop on a retailer’s website instead of in the store, 33% said that the availability of free shipping encouraged them to decide to buy online.”

In order of preference then:

  1. Convenience
  2. Price
  3. Free shipping

. . . motivated people to buy online vs. in stores. What this means is that free shipping and lower margins will be required for most “e-tailers” to remain competitive. Amazon and trusted retail brands may be the exception.



บล็อกของนาย จ.จื้อ

Thursday, January 1, 2009

สรุปสินค้าขายดีใน Amazon ปี 2008-2009

สินค้าที่ขายดีตั้งแต่เดือน ตุลาคม 51-ปัจจุบัน (น่าจะไปสิ้นสุดที่ กุมภาพันธุ์ 52)

หมวด Apparel ได้แก่รองเท้าบู๊ตยี่ห้อ UGG ครับขายดีอย่างต่อเนื่อง (คงเพราะอากาศหนาวมากๆ นั่นเองครับ) และเสื้อเชิตผู้ชาย Arrow ครับ

หมวด Electronics นั้นก็ยังไม่ทิ้งกลุ่มเดิมครับคือ Kindle และก็ ทีวี Samsung LN46A650 ครับ และกำลังเริ่มมาแรงอย่างมากตอนนี้ก็มีอีกสองรุ่นคือ LN52A750 และ LN52A850 ครับสำหรับใครที่ทำตลาดอยู่ก็น่าจะพอได้ยอดขายเข้ามาบ้างนะครับ

หมวดสินค้าเกี่ยวกับเด็ก เป็นจะเป็นของเล่น Munchkin Mozart Magic Cube ของค่าย Munchkin ที่ขายดีต่อเนื่องมาตลอดครับและอีกตัวที่ขายดีมากๆ เห็นจะเป็น Fisher-Price Rainforest Jumperoo ของค่าย Fisher-Price

หมวดกล้องดิจิตอล Canon PowerShot A590 IS ยังคงครองแชมป์ไม่หยุดหย่อนเหมือนเคย แถมท้ายด้วยรุ่นพี่อย่าง PowerShot SD770 IS แถมท้ายด้ายรุ่นใหญ่มาอีกนิดอย่าง Canon Digital Rebel XSi ที่ครองแชมป์ DSLR อยู่ได้เหมือนเคย

สำหรับหมวดซอฟแวร์ Microsoft Office Home and Student 2007 ครองแชมป์อยู่ตั้งแต่ต้นปีจนถึงตอนนี้เลยทีเดียวครับ ส่วนอีกรายเห็นจะเป็น Turbo Tax Deluxe ที่ยังเกาะติดมายาวนาน น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ที่กำลังมาแรงเห็นจะเป็น Adobe PhotoShop Elements ที่จี้ตูดมาติดๆ ชนิดไม่ยอมให้เสียมวยเหมือนกันครับ

หมวด Sports & Outdoors ก็ยังคงเป็นเจ้าแห่งตลาดอย่าง Kanteen กระติกน้อมหรรษจรรย์ (อย่าเชื่อผมน๊ะ ฮะๆๆๆ) ที่ครองแชมป์มาตลอด ส่วนพระรองนั้นก็คือ Ripstik Caster Board แห่งค่าย Ripstik นั่นเอง (ทำไมขายดีจังตัวนี้)

กลุ่มสุดท้ายคือสินค้าประเภท Video Games เจ้าตลาดยังคงเป็น Wii Fit และ Wii Remote เหมือนเคย (ไม่ยอมให้คนอื่นบ้างเลยแหะ) ส่วนค่าย Sony ก็ไม่ยอมแพ้เหมือนกันครับเพราะ PlayStation 3 80GB ยังคงจี้มาติดๆ ชนิดแบบไม่มีใครยอมใครเหมือนกันครับในปีนี้ เห็นแล้วอึดอัดเหมือนกันแหะ

ที่มา สรุปสินค้าขายดีใน Amazon ปี 2008-2009


บล็อกของนาย จ.จื้อ

Thursday, December 18, 2008

Mass Nichne Nass

อ้างถึง
-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
Mass Keyword VS Niche Keyword

โดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์
http://www.trawut.com
-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

ในการทำโฆษณาสินค้าใน Amazon นั้น เราทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า สามารถแบ่งวิธีการทำโฆษณา/ หา Keywords ออกได้เป็น 2 แบบ ก็คือ

1. โฆษณาแบบ Mass คือ การทำโฆษณาตัวเว็บไซต์ Amazon.com เลย เพื่อให้คนเข้ามาซื้อสินค้ากันในเว็บไซต์ จะเป็นสินค้าอะไร ยี่ห้ออะไรก็ได้ ซึ่ง Keywords ที่ใช้ก็เช่น online shopping, buying gift เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่าเป็น Keywords กลางๆ ที่เรียกให้คนเข้าเว็บไซต์มากๆ

2. โฆษณาแบบ Niche คือ การทำโฆษณาสินค้าเฉพาะบางอย่าง หรือ บางประเภทใน Amazon เพื่อให้คนที่สนใจสินค้าจริงๆ เจาะจงเข้ามาใน Amazon เพื่อซื้อสินค้าที่เราทำโฆษณาอยู่เลย ซึ่ง Keywords ที่ใช้ ก็จะเป็นประมาณ sony digital camera, Samsung hdtv เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่าเป็น Keywords ที่มีการะบุชื่อรุ่น หรือ ชื่อสินค้า ชัดเจนมากขึ้น

หรือสำหรับใครหลายๆคน อาจจะมีแยกแบบที่ 3 ออกมาด้วย ก็ได้คือ

3. โฆษณาแบบ Nass คือ การทำโฆษณาสินค้าชนิดต่างๆใน Amazon โดยไม่ได้มีการระบุลงลึกไปมากเท่าไหร่ เหมือนกับเน้นให้คนที่สนใจสินค้าชนิดนั้นๆ เข้ามาเลือกดูสินค้าแต่ละยี่ห้อ และตัดสินใจซื้อ สินค้าที่ดีที่สุดให้ตนเอง ซึ่ง Keywords ที่คนนำมาใช้โฆษณาแบบ Nass นี้ เช่น hdtv on sale, classic electric guitar, wedding diamond rings เป็นต้น

ซึ่งการโฆษณาแบบ Nass นี้ บางคนก็จัดให้อยู่ในประเภทเดียวกับ Mass บางคน ก็จัดอยู่ในประเภทเดียวกับ Niche แล้วแต่ใครเห็นว่าเป็นอย่างไร เพราะว่าการโฆษณาแบบ Nass นี้ ก็คล้ายกับเป็นการนำคนจำนวนมากเข้ามาในเว็บไซต์ ด้วยความสนใจในสินค้าบางอย่าง แต่หลายๆครั้ง คนที่เข้ามาก็ไม่ได้ซื้อสินค้านั้นๆ กลับไปซื้อสินค้าอื่นแทน เหมือนเป็นลูกผสมระหว่าง Mass กับ Niche นั่นเอง

(เพื่อความสะดวก ผมก็ขอพูดถึงการโฆษณาแค่ 2 ประเภทนะครับ คือ แบบ Mass กับ แบบ Niche ส่วนแบบ Nass นั้น เพื่อนๆก็ไปตัดสินใจเอาเองนะครับว่า ต้องการนำเข้าไปรวมกับแบบใด)

เวลาใดก็ตามที่มีทางเดิน 2 ทางให้เราเลือก เราจะรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า ต้องมีทางใดทางหนึ่งที่ดีกว่าอีกทาง ทำให้หลายๆคนคงเคยสงสัยว่า ตนเองควรจะทำโฆษณาแบบ Mass หรือแบบ Niche จะดีกว่ากัน อันไหนจะให้รายได้ที่ดีกว่า

คำตอบจากผมง่ายๆครับ คือ ลองทำและวัดผลดูทั้ง 2 แบบ เพราะตราบเท่าที่เรายังไม่เคยทดลองทำ เราจะไม่มีทางรู้ผลลัพธ์ได้เลยว่า อะไรดีกว่ากัน

และผมว่าเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องที่ขึ้นกับบุคคลอีกด้วยครับ เพราะว่า กรรมเก่าของแต่ละคนไม่เท่ากัน (ประสบการณ์ ความถนัด ความชอบ ความคุ้นเคย และอื่นๆ) ทำให้บางคนอาจจะถนัดและทำเงินจากแบบ Mass ได้มากกว่าแบบ Niche ในขณะที่บางคนทำโฆษณา Mass แทบตายไม่เคยได้เงิน แต่พอย้ายไปทำแบบ Niche ปุ๊บ ได้เงินปั๊บ

ผมก็ขอให้คำแนะนำในการเลือกโฆษณาทั้ง 2 แบบ ไว้ดังนี้ครับ

1. ถ้าหากเป็นไปได้ ควรทำโฆษณาทั้ง 2 แบบ

เพราะ ว่าระดับค่าคอมมิสชั่นใน Amazon จะเป็นแบบขั้นบันได ยิ่งเราขายสินค้าได้มากชิ้น ค่าคอมมิสชั่นเราก็จะเพิ่มไปด้วย เช่น เมื่อเราขายได้เกิน 630 ชิ้น เราจะได้ค่าคอมมิสชั่นถึง 8%

ดังนั้น เราควรจะทำโฆษณาแบบ Mass เพื่อให้ยอดสินค้าของเรามีมากๆในแต่ละเดือน เพื่อให้ค่าคอมมิสชั่นที่เราได้จากการทำโฆษณาแบบ Niche นั้น เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยกัน ก็จะเป็นวิธีการสร้างรายได้เพิ่มให้กับเราโดยอัตโนมัติครับ

2. โฆษณาแบบ Niche เฉพาะสินค้าที่มีราคาแพงๆ

เพราะ ว่า ยิ่งสินค้ามีราคาแพง เราก็จะได้รับค่าคอมมิสชั่นสูงไปด้วย จะทำให้เราสามารถเพิ่มค่า bid ใน PPC ต่างๆมากขึ้นไปได้อีก ก็จะทำให้เราโฆษณาอยู่เหนือกว่าคนอื่นๆได้อีกหน่อย

และที่สำคัญการ โฆษณาแบบ Niche นั้น สร้างความยุ่งยากให้กับเรามากกว่าแบบ Mass เพราะเราต้องศึกษารายละเอียดของสินค้า และนำมาเขียนโฆษณาให้ดี ดังนั้น เมื่อเราจะเหนื่อยมากขึ้น ค่าตอบแทนที่ได้รับกลับมา ก็ควรจะคุ้มค่าเหนื่อยเช่นกัน

3. อย่าลืมใช้ Landing Page ที่เหมาะสมในการโฆษณาแบบ Niche

เพราะ ในการโฆษณาแบบ Niche เราใช้ Keywords และ Ads ที่เจาะจงมากๆ ดังนั้น เราจึงควรส่งลูกค้าทุกคนไปยังหน้าสินค้าที่เค้ากำลังค้นหาอยู่ทันที ซึ่งจะทำให้ค่า Conversion Rate ของเราสูงขึ้นได้ครับ

4. โฆษณา Mass หนักๆในช่วง Seasonal

ใน ช่วงหน้าเทศกาลต่างๆที่คนจำเป็นต้องซื้อของขวัญ เพื่อมอบให้กับคนอื่นๆ เช่น ช่วงปีใหม่เป็นต้น เราควรจะเร่งทำโฆษณาแบบ Mass เพราะว่า คนจำนวนมากเหล่านี้ ยังไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรเป็นของขวัญดี ทำให้หลายๆคนเข้ามาเว็บไซต์ Amazon แล้ว จึงค่อยๆคิด ว่าจะไปซื้อของขวัญอะไรดี และสุดท้ายก็เลือกซื้อของบางอย่างใน Amazon ไปเป็นของขวัญนั่นเอง

5. การเขียนข้อความโฆษณา

การเขียนข้อ ความโฆษณาแบบ Mass คงไม่มีอะไรมาก แต่สิ่งหนึ่งที่แนะนำให้เขียนไว้เลย คือ ชื่อแบรนด์ Amazon.com รวมทั้งการเขียนว่า สามารถซื้อของได้ในราคาถูก หรือ ถูกทุกอย่างที่คุณซื้อ ประมาณนี้ จะช่วยเรียกคนให้คลิกได้มาก

ส่วน การเขียนโฆษณาแบบ Niche นั้น ก็ควรจะมี ยี่ห้อ หรือมีชื่อแบรนด์ของสินค้าที่เราทำโฆษณาใส่ลงไปด้วย รวมทั้งมีการเขียน Display URL เป็น directory ต่างตามประเภทสินค้า เช่น amazon.com/music เป็นต้น ก็จะช่วยให้ข้อความโฆษณาดูน่าสนใจมากขึ้น

6. ดูรายการสินค้าขายดีจากแบบ Mass มาแยกทำโฆษณาแบบ Niche

อย่า ลืมว่าทาง Amazon จะแสดงรายการสินค้าที่เราขายได้ขึ้นมาใน Earning Report และ Order Report ด้วย ดังนั้นเมื่อเราทำโฆษณาแบบ Mass ที่มีคนซื้อสินค้าเยอะๆ เราอาจจะเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น เพื่อดูว่า คนซื้อสินค้าอะไรมากเป็นพิเศษ จากนั้นก็ให้ลองทำโฆษณาสินค้ารุ่นนั้น ยี่ห้อนั้นแบบ Niche ดูครับ

7. Bid ต่ำๆในการโฆษณาแบบ Mass

การ โฆษณาแบบ Mass นั้น จะมีคนซื้อสินค้ามากก็จริงอยู่ แต่ว่าสินค้าที่คนซื้อส่วนใหญ่ จะเป็นสินค้าที่มีราคาค่อนข้างถูก ทำให้ค่าคอมมิสชั่นเราก็น้อยไปด้วย ดังนั้นถ้าหากเป็นไปได้ ควรจะทำโฆษณาเฉพาะใน Mass Keywords ที่มีราคาถูกๆ (ไม่ควรเกิน $0.3) ก็จะทำให้เรามีโอกาสได้กำไรมากขึ้น

และสิ่งสุดท้ายที่ต้องการฝากไว้ คือ อย่าลืมทำการวัดผลโฆษณาควบคู่กันไปด้วยเสมอ เพราะนั่นจะเป็นหนทางที่ทำให้เรา สามารถปรับปรุงโฆษณาให้ดีขึ้น ให้สามารถทำกำไรกลับมาได้ในอนาคตครับ

-
บทความโดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์
ผู้แต่งหนังสือ Google Make Me Rich และคอลัมนิสต์ของ FF Magazine

-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
เรียนลัดวิธีการทำโฆษณาด้วย Google Adwords
อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ได้ที่บ้านของคุณ
=> http://www.AdWords-eClass.com
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

< ———- จบบทความ ———->


บล็อกของนาย จ.จื้อ

Wednesday, December 17, 2008

Blow Out 100!!

ยังไงดีล่ะ ยอดทะลุ 100 ชิ้นต่อวัน จะไม่ขออวดในบล็อกซะหน่อยจะยังไงไหว ดีใจมากอะ ด้วยทุน 3,600 บาท ได้มา 114 ชิ้น ณ ตอนนี้เฉลี่ยแล้วได้ค่าคอมมิสชั่น ชิ้นละ 2 เหรียญ 114 x 2 = $228 x 35 = 7,980 Bath วันนี้กำไร 4,380 คร้าบพี่น้อง







บล็อกของนาย จ.จื้อ

Monday, December 15, 2008

สุข - ทุกข์ ปนๆกันไป

ฮึ้มๆๆๆ อย่างว่าเมื่อคืนขาดสติ ทำร้ายสุขภาพโดยไร้สาเหตุ วันนี้เล่นเอาร่างกายทรุดหนักเอาการ แต่ท่ามกลางความทุกข์ ก็มีเรื่องดี จะว่าดีมากก็ได้

อเมซอนที่ทำอยู่นั้น กำไรมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด วันที่ 13/12/08 ยอดออเดอร์มี 85 ออเดอร์ ซึ่งมากที่สุดเท่าที่เคยทำมา con. rate ก็ดีด้วย (ขณะทีพิมพ์มีอาการปวดท้อง และแฮงค์ เลยไม่ค่อยมีความรู้สึกดีใจเท่าไหร่ -*-)

แน่นอนจะกำไรนั้นเกิดจากรายได้หักต้นทุน ส่วนนึงมั่นใจมากๆ เพราะต้นทุนคราวนี้ลดไปเหลือคลิกละ 3.5 บาท คราวนี้กำไรเท่าไหร่นั้นไม่รู้ เพราะว่าออเดอร์เยอะ ขี้เกียจนั่งไล่ดูราคา แฮะๆ

ที่ผ่านมา 20 ออเดอร์ก็กำไรวันละพันบาท แต่นี่ 85 ออเดอร์ ก็กำไรแหละ ^^

บล็อกของนาย จ.จื้อ

Sunday, December 14, 2008

เย้โย่ว !

ไว้กลับมาเขียน













บล็อกของนาย จ.จื้อ

Friday, December 12, 2008

นิมิตรหมายที่ดี

ยอดอเมซอนวันนี้มี 26 ออเดอร์ กำลังดีเลย แถมวันนี้กำไรอย่างเห็นได้ชัด

ลองคิดค่าคอมมิสชั่นแล้ว หักลบค่าโฆษณามีกำไรเกือบ 1 พันบาท เป็นงี้ทุกวันก็คงดี

ทั้งนี้ที่มีกำไรชัดๆแน่นี้ เกิดจากการตั้งกำหนดโฆษณาเป็นเวลา เลือกช่วงเวลาประมาณบ่าย 3 โมง ถึง 5 ทุ่มของเวลาอเมริกา ซึ่งลดต้นทุนไปได้เยอะ เพราะคิดว่าเวลานอกเหนือจากนี้คงไม่สามารถปิดการขายได้ อาจเป็นเพราะ คนส่วนใหญ่กำลังทำงานไม่อยู่กับบ้าน ทำให้ค้นหาเพื่อข้อมูล แล้วยังไม่ตัดสินใจที่จะซื้อ จะเกิดการซื้อขายได้ คิดว่าคนจะชอบอยู่กับบ้านมากกว่า และง่ายต่อการตัดสินใจมากกว่า

หลังปรับคราวนี้ ค่า con. rate ดีขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 8% เป็น 16%

แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ คีย์เวิร์คที่ใช้อยู่ส่วนใหญ่มาจากคีย์เวิร์คเดียว ที่เหลือไม่ค่อยมีคนคลิก คงต้องใช้เวลาหาคีย์เวิร์คเพิ่มต่อไป

วันนี้ได้เปลี่ยนแอดเค้า adwords มาเป็นอันที่ใช้เวลาอเมริกา เพื่อความเที่ยงตรงในการกำหนดเวลา

บล็อกของนาย จ.จื้อ

Tuesday, December 9, 2008

Reduce Cost

วันนี้ลดราคาค่าคลิกลงไปได้อีก จาก 10 เป็น 7 จนตอนนี้เหลือ 5 บาทแล้ว แต่จำนวนคลิกก็หาไปเหมือนกัน แต่ไม่มาก

วันนี้ก็มีออเดอร์แต่น้อยลง จาก 30 เหลือ 20 แต่มีชิ้นใหญ่มาชิ้นนึงเป็นโน๊ตบุ๊คพันกว่าเหรียญ เท่าที่ดูตอนนี้ยังดูไม่ค่อยออกว่ากำไรหรือขาดทุน แต่มีแนวโน้มกว่าจะกำไรจากทุนที่น้อยลง

วันนี้ได้ไอเดียการคิดคีย์เวิร์คที่ดีเลยที่เดียว แปะไว้ในนี้เลย

การหาคีร์เวิร์ดนอกกรอบทำอย่างไง ดังที่ปรมาจารย์หลายๆคนว่าไว้นั่นแหละครับว่าต้องคิดนอกกรอบในที่สุดผมก็หาเจอเลยดีใจมากๆๆและเป็นคีเวิร์ดที่ราคาต่ำมากคู่แข่งก็น้อยมากด้วย ร้องไห้แต่ทำกำไรสูง


อันดับแรก
ลองคิดหาคำๆใดคำหนึ่งที่เกี่ยวกับสินค้าบ้างไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าที่ขายดีหรอก

เช่น คำว่า dot หรือ dot net ที่แปลว่า จุด มันเกี่ยวกับอะไรบ้างอาจจะเกี่ยวกับ computer , web hosting, sofwere , internet เป็นต้น

มันใช้ได้ผลจริงๆครับและราคาถูกมากด้วยคู่ แข่งก็น้อย สมมุติเราขาย web hosting มันต้องมีสักคนละน่าที่คิดเหมือนเราที่ต้องการอยากจะซื้อ web hosting

หรือคอมพิวเตอร์ แล้วเอาคำนี้ละครับ dot , dot net ไปหาเพิ่มเติมใน https://adwords.google.com/

เรา ก็จะเห็นว่าราคามันถูกมากๆและมีหลายๆคำที่แปลกมากเอามาพิจารณาดูว่ามันสมควร กับเว็บเราใหมมีคำที่จะไปละเมิดกฏเขาหรือเปล่าเราก็ตัดออกไปแล้วเอามาเขียน ข้อความโฆษณาให้เป็นกลาง

เช่นอาจเขียนว่า sale webhosting dot net อย่างนี้เป็นต้นคนที่เขาสนใจ web hosting เขาต้องคลิกเข้ามาอยู่แล้วเพราะอะไรเพราะว่ามันเกี่ยวกับ dot net

อาจ จะดูยากๆนะครับสำหรับมือใหม่ หรืออย่างน้อยๆก็อย่าให้เห็นคนที่ขายของที่เดียวกันเช่น amazon เหมือนกันเราถ้าเอาไปแข่งกับคนอื่นที่ใม่ใช่ amazon โอกาสที่จะขายได้ก็มีสูง

ถึงคู่แข่งจะมีเยอะแต่ค่าบิดก็ไม่ได้แพง เลย บางคีร์เวิร์ดผลตั้งไว้แค่ 0.10 แต่เสียแค่ 0.01 ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหลังจากพบเทคนิคใหม่ก็สามารถทำก็ไรได้หลายเท่า แต่ลงทุนนิดเดียว

อาจจะมีคนเซิดไม่มากในแต่ละวันแต่คนซื้อไม่ได้น้อย ตามเลย ctr ก็สูงด้วย ผมไม่ได้ใช้คีร์เวิร์ดมากแต่ใช้วิธิคิดหาคีร์เวิร์ด ให้แปลกและมีความเกี่ยวข้องบ้างเท่านั้นเองดังที่เขียนไ้ว้ข้างบน ประมาณ10 - 50 เท่านั้นเอง

เช่นอีกตัวหนึ่ง
คำว่า low price, cheap, discounted หรือ what is เป็นต้น แต่ไม่ต้องเติมคำอื่นลงไปนะครับ ราคาถูกและไม่ค่อยมีของ amazon ด้วยมีอะไรบ้างที่ลดราคา

เอาคำนี้แหละคับไปหาดูในhttps://adwords.google.com/เอาไปเซิดดูในเว็บที่เราจะลงโฆษณาด้วยว่ามีคู่แข่งกี่คนเขาเอาคำว่าอะไรมาต่อ

อาจ จะมีคำว่า low price electronic มีขีดเต็มแสดงว่าคนต้องการ electronic ลดราคา แล้วเอาคำนี้ไปหาเพิ่มเติมว่ามีอะไรบ้างแทบจะไร้คู่แข่งเลยนะครับ ยิงฟันยิ้ม

คำ ว่า low price ก็ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับ electronic เลยนะครับ แต่มันเกี่ยวที่ราคาและปริมาณความต้องการที่มีมากในปัจจุบันครับ นี้แค่ตัวอย่างการคิดเท่านั้นนะครับ

ที่ผมใช้มาแล้วและได้ผลจริง คนเซิดดูบางคีเวิร์ดไม่กี่สิบเลยแต่ขอให้มีคลิกแล้วกัน รับรองโอกาส มี orders ก็มีสูงครับลองคิดดูนะครับเสียแค่วันละ 2-3 เหรียญแต่ได้มามากกว่าเงินทุนหลายเท่าครับ

ผมเคยเอาศัพท์แปลกๆคำ หนึ่งไปเซิดดูใน yahoo ปรากฏว่ามีคู่แข่งแค่คนเดียวแต่ผ่านไปอาทิตย์หนึ่งก็ยังอยู่เหมือนเดินแสดง ว่า คีร์เวิร์ดนี้ต้องทำเงินแน่นอนสินค้าที่เขาขายก็ไม่ได้เกี่ยวกับคีร์เวิร์ ดอะไรเลย

มีเกี่ยวข้องนิดเดียวเท่านั้นเอง หลังจากนั้นมาผมก็เอา คีร์เวิร์ดนี้ไปทำโฆษณาเพื่อขอส่วนแบ่งกับเขาซื่งตอนนี้ก็มีคู่แข่งคนเดียว เท่านั้นเองและบิดตำ่มากๆด้วยนี้ก็เป็นประสบการณ์ใหม่ครับ
อีกตัวอย่างนะครับ

ถ้า เราอยากขาย samsung lcd tv 42 เป็นต้น เราก็ไม่ต้องใช้คำเหล่านี้เพราะคู่แข่งเยอะบิดแพงแน่นอน แต่หาคำคีร์เวิร์ดที่เป็นสภาพแวดล้อมก็ได้

เช่น euro 2008 เป็นต้น ลองคิดดูครับคนอยากดูยูโร 2008 ต้องมองหาโทรทัศน์อยู่แล้ว หรือ euro 2008 เกี่ยวกับสินค้าอะไรบ้างอย่างนี้เป็นต้น

นี้คือเทคนิคการคิดครับ

และอย่าลืมว่า หน้า home page และ ข้อความโฆษณา ก็ต้องคิดเหมือนกันทิ้งไม่ได้

คีร์เวิร์ดดีแต่หน้า home page ไม่ดีไม่ดึงดูดก็ทำให้ขายได้น้อยก็ได้นะครับ
จาก คุณ chan บอร์ดไทยเสียว

บล็อกของนาย จ.จื้อ

Monday, December 8, 2008

ความคืบหน้าอเมซอน

หลังจากโดนอเมซอนจับได้ใช้คีย์เวิร์คต้องห้ามไป โดนปิดไปสองแอดเค้า

เมื่อวานได้แรงบันดาลใจจากคีย์เวิร์คต้องห้ามนี้ บวกกับเห็นยอดคนเทพๆ ที่ทำรายได้เดือนละกว่า $7,000 ส่วนหนึ่งได้มาจากการเห็นค่า conversion rate เลยเข้าใจว่าแนวทางของคนนั้นๆเป็นอย่างไง ค่า con.ค่อนข้างน้อยประมานแค่ 8% เท่านั้น พอจะเข้าใจว่า ยิง traffic เข้าไปที่เว็บอย่างเดียว คิดว่าใช้ทุนค่อนข้างเยอะ เฉลี่ยวันละอย่างน้อย 1,000 คลิก

เมื่อวานจึงพยายามคิดคีย์เวิร์คที่คนค้นหาเยอะๆ และราคาน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งก็เป็นไปได้ยาก เพราะทุกอย่างมีความเกี่ยวข้องกันหมด
  • จะได้คีย์เวิร์คที่ถูก จะต้องเป็นคีย์เวิร์คที่เกี่ยวข้องทั้ง adtext website domain
  • คีย์เวิร์คที่ถูกส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยเกี่ยวกับสินค้า เพราะอิงสินค้าแล้วคู่แข่งจะเยอะ คีย์เวิร์คก็จะแพง ดังนั้นคีย์เวิร์คประเภทนี้ค่า con. rate จะต่ำ
หลังจากได้ลองหาคีย์เวิร์ค พร้อมสร้างแอดกรุ๊ปไป 10 อัน ผลปรากฎว่า
  • วันนี้มี 30 ออเดอร์ จาก 230 คลิก ค่า con. rate 13.04% ซึ่งมากกว่า 8% ที่คนอื่นทำ แต่ไม่ค่อยพอใจคิดว่า ทุนสูงเกินไป เกือบสองพันบาทต่อวัน
  • ออเดอร์ที่ได้แต่ละชิ้นค่าคอมต่ำ ส่วนใหญ่ไม่ถึง $1 ต่อชิ้น
ซึ่งก็ต้องลองแก้กันต่อไป พรุ่งนี้จะเอาแนวทางที่คิดในขณะนั่งเรียนจีนในห้องมาลงบล็อก
 
Copyright 2009 จื้อเหว่ย. Powered by Blogger Blogger Templates create by Deluxe Templates. WP by Masterplan