Showing posts with label Landing Page. Show all posts
Showing posts with label Landing Page. Show all posts

Friday, January 23, 2009

สุดยอดเทคนิค Landing Page เสียงสะท้อนจากประสบการณ์ = ยอดขายเพิ่ม BMW

พอดีวันนี้อ่านหนังสือเล่มนี้ครับ



คนนี้เค้ามีฉายาว่า "เจ้าแม่แห่งวงการทีวีช๊อปปิ้ง" ของญี่ปุ่น

เป็นผู้สร้างสถิติยอดขายสูงสุดในญี่ปุ่น มากกว่า 40,000 ชิ้น ใน 1 วัน

ที่แม้แต่ "ก้อนหินที่กลิ้งไปกลิ้งมา ก็สามารถขายได้"

ผมก็เลยคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับพวกเรา เพราะว่าเค้าใช้ "หน้าจอทีวี" เป็นสื่อในการขายของ เหมือนกับพวกเราที่ใช้ "หน้าจอคอมพิวเตอร์" ในการขายของเหมือนกัน

ผมอ่านไปเจอบทนึงที่ชื่อว่า "คำพูดของผู้มีประสบการณ์ใช้จริง คือ สิ่งที่มีค่าในการนำเสนอสินค้า"

Quote
เสียงสะท้อนความคิดเห็นของลูกค้าจากรายการโทรทัศน์ที่เข้ามายังบริษัท ประกอบไปด้วยนานาทรรศนะ เป็นต้นว่า

"เมื่อทานอาหารเสริมแล้ว รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้น"
"รู้สึกว่าผิวพรรณดูอ่อนวัย"
"เริ่มแรกไม่ดีเลย..."
"ผิวหยาบแห้งกลายเป็นผิวที่ชุ่มชื้นขึ้น"

ไปน่าเชื่อเลยว่า คำพูดแบบนี้จะกลายเป็นชุมทรัพย์ของการนำเสนอสินค้า คำพูดที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์สามารถนำไปอ้างอิงกับลูกค้าที่มี "ความกังวล" ว่า "ควรใช้อะไร" และ "จะสามารถเห็นผลได้อย่างไร"

แม้ ว่าจะมีพนักงานที่สามารถอธิบายได้โดยที่เข้าใจข้อดีของสินค้าอย่างถ่องแท้ แต่ก็ยังสู้การนำเอาประสบการณ์จากลูกค้าที่ได้ใช้สินค้านั้นแล้วมาบอกกล่าว ไม่ได้ ดังนั้นในบางครั้งตอนที่จะอธิบายสินค้าจึงต้องผสมผสานคำพูดของลูกค้าที่ได้ใช้จริงเข้าไปด้วย

อย่างไรก็ตาม "ในบางครั้ง" ที่ว่านี้ก็ถือเป็นประเด็นที่ต้องใส่ใจเพราะว่าถ้าใช้ฟุ่มเฟือยเกินไปจะไม่เป็นธรรมชาติ กลายเป็นการเน้นย้ำอย่างจงใจจนเกินไป

"เสียงสะท้อน" จากการใช้จริงนั้นมีผลอย่างมากทีเดียว

โดย ทั่วไปความกังวลเกี่ยวกับผิวพรรณของผู้หญิงมักจะแตกต่างกันออกไป ตามแต่ละบุคคล ถ้าเป็นคนที่มีผิวหนังแห้งกร้านมาก ก็อาจจะคิดว่า "ผิวแห้งอย่านี้จะสวยขึ้นได้ไหมนะ" เมื่อได้รับรู้ว่าคนอื่นๆ ก็ประสบปัญหาอย่างเดียวกัน ก็อาจจะทำให้ลูกค้าผู้นั้นคลายกังวลลงบ้าง และในบางรายก็อาจจะทำให้มีความหวังว่า "ผิวที่มีปัญหาอย่างนี้ก็อาจจะดีขึ้นได้"

การหยิบยก "เสียงสะท้อนจากประสบการณ์ของลูกค้า" พร้อมกับสรรคุณต่างๆ ของสินค้ามาอธิบายร่วมด้วย ถือเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพกว่าการโฆษณาที่ยิ่งใหญ่ใดๆ เพราะช่วยขจัดความกังวลของลูกค้าได้ สำหรับดิฉันเองก็ได้นำแนวคิดเรื่อง "เสียงสะท้อนจากประสบการณ์" มาใช้อย่างมากมายในรายการโทรทัศน์

จากหนังสือ "เจ้าแม่ขายตรงแห่งญี่ปุ่น โยชิดะ โยโกะ" หน้า 33

อ่าน แล้วเป็นไงบ้างครับ พออ่านจบผมนึกถึงพวก TV Direct เลยครับ รู้แล้วว่าเหตุผลที่ ทำไมต้องมีพวกที่เคยใช้สินค้าแล้วมาบ่นๆๆๆๆๆ จนบางครั้งผมก็รำคาญ เพราะมันทำให้ยอดขายเพิ่มนั่นเอง

และผมก็เคย อ่านบทความเรื่อง Landing Page มาหลายๆที่ ผ่านๆตา แต่จำไม่ได้ว่าที่ไหนบ้าง เค้าก็บอกว่าควรจะมีรูปภาพคนและใส่ "เสียงสะท้อนจากประสบการณ์" เข้าไปด้วย

และเท่าที่ผมสังเกตุก็เห็นหลายๆเว็บที่เค้าทำกัน

และ จากประสบการณ์จริงที่ผมเอาไปใช้ ขายของในชีวิตจริง จากที่ไม่เคยกล่าวถึงประสบการณ์ของผู้ที่เคยใช้เลย ก็ลองพูดถึงบ้าง เชื่อมั๊ยครับว่า มันทำให้ยอดขายผมเพิ่มขึ้นครับ (ผมลืมบอกไปว่า ผมมี 3 อาชีพครับ 1.โปรแกรมเมอร์ 2.นักธุรกิจเครือข่าย(ต้องมีขายของบ้างในบางโอกาส) 3.Affiliate Marketer

ลองเอาไปใช้ดูครับ อย่าลืมนะครับว่า Landing Page คือ นักขายที่มีหน้าที่ปิดการขายให้ได้

บล็อกของนาย จ.จื้อ

สุดยอดเทคนิค ตอน "เปลี่ยน keyword ไม่ทำเงิน ให้ทำเงินยังไงดี" BMW

ผมคิดว่าหลายคนคงจะเจอกับปัญหานี้นะครับ ที่ว่า หาคีย์เวิร์ดมาได้ แต่มันไม่ทำเงิน จะทำยังไงดี

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า โดยธรรมชาติของคนใช้ google เป็นแบบนี้

ลำดับ ที่ 1 Browse - จะใช้คีย์เวิร์ดทั่วๆไปประมาณ 1 - 2 คำ ค้นหาสิ่งที่เค้าต้องการ เช่น used car, hdtv อะไรประมาณนี้ ซึ่งพวกนี้จะเป็นคีย์เวิร์ดแบบ Mass ซึ่งส่วนมาก conversion จะน้อยมาก

ลำดับ ที่ 2 Compare - เค้าก็จะใช้คีย์เวิร์ดที่หลายคำหน่อยในการเปรียบเทียบสินค้าครับ เช่น compare used car อะไรประมาณนี้ คีย์เวิร์ดแบบนี้จะมี conversion เพิ่มขึ้นอีกนิดส์นึง

อันดับที่ 3 Buy - นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ผู้ใช้จะซื้อสินค้า หรือที่พวกเราเรียกกันว่า "ปิดการขาย" นั่นเองครับ ซึ่งคีย์เวิร์ดพวกนี้จะเป็นคีย์เวิร์ดที่มี conversion ที่สูงมาก และจะประกอบไปด้วยคีย์เวิร์ด 3 - 5 พยางค์ ด้วยกัน หรือที่พวกเราเรียกกันว่า niche long tail คีย์เวิร์ดพวกนี้ พวกเรามักจะหากันเอาเป็นเอาตาย เลยทีเดียว แต่ที่น่าแปลกใจคือ คู่แข่งน้อยมาก (บางทีมีผมโฆษณาอยู่คนเดียว เหงาเลย)

คราวนี้เราจะมาดูว่า เจ้าตัวคีย์เวิร์ดที่มี conversion น้อยๆในข้อ 1 นั้น เราจะทำให้มันเป็นคีย์เวิร์ดทำเงินได้ยังไง

ลองคิดนอกกรอบครับ มันไม่ใช่แค่เราโฆษณาใน adwords แล้วส่งลูกค้าไปที่หน้าของเจ้าของสินค้าเท่านั้น

ลอง เปลี่ยนเป็น google --> landing page ที่ประกอบด้วย บอกเพื่อนเกี่ยวกับเว็บนี้, ใส่อีเมลล์ของคุณเพื่อรับข่าวสารฟรี พวกนี้ทำเงินได้หมดเลยครับ ขึ้นอยู่กับมันจะใช้ยังไง

สมมตินะครับสมมติ สมมติว่า

เดือนที่ 1
- นาย bmw ส่ง traffic ไปที่เว็บเจ้าของสินค้าโดยตรง โดยใช้คีย์เวิร์ด niche long tail(ที่ส่วนมากมันจะเป็นคีย์เวิร์ดทำเงิน) มี traffic 10,000 ครั้ง/เดือน เสียค่าใช้จ่าย $100 --> รายได้ $1,000

- นาย wmb ส่ง traffic ไปที่ landing page โดยใช้คีย์เวิร์ดแบบ Mass(ที่ส่วนมากเค้าจะใช้ค้นหาข้อมูลเฉยๆ) มี traffic 10,000 ครั้ง/เดือน เสียค่าใช้จ่าย $100 แต่นาย wmb เก็บข้อมูลลูกค้าได้ 1,000 คน โดยขายสินค้าไม่ได้เลย


เดือนที่ 2
- นาย bmw ส่ง traffic ไปที่เว็บเจ้าของสินค้าโดยตรง โดยใช้คีย์เวิร์ด niche long tail(ที่ส่วนมากมันจะเป็นคีย์เวิร์ดทำเงิน) มี traffic 10,000 ครั้ง/เดือน เสียค่าใช้จ่าย $100 --> รายได้ $1,000 เหมือนเดือนที่ 1

- นาย wmb ส่ง traffic ไปที่ landing page โดยใช้คีย์เวิร์ดแบบ Mass(ที่ส่วนมากเค้าจะใช้ค้นหาข้อมูลเฉยๆ) มี traffic 10,000 ครั้ง/เดือน เสียค่าใช้จ่าย $100 แต่นาย wmb เก็บข้อมูลลูกค้าได้อีก 1,000 คน รวมฐานข้อมูลลูกค้าเป็น 2,000 คน และดูแลลูกค้าด้วยข่าวสารที่ลูกค้าชอบ สุดท้ายขายสินค้าแค่ 1 ชิ้น แต่รวมรายได้ $500 ในเดือนนั้น


เดือนที่ 3
- นาย bmw ส่ง traffic ไปที่เว็บเจ้าของสินค้าโดยตรง โดยใช้คีย์เวิร์ด niche long tail(ที่ส่วนมากมันจะเป็นคีย์เวิร์ดทำเงิน) มี traffic 10,000 ครั้ง/เดือน เสียค่าใช้จ่าย $100 --> รายได้ $1,000 เหมือนเดือนที่ 1

- นาย wmb ส่ง traffic ไปที่ landing page โดยใช้คีย์เวิร์ดแบบ Mass(ที่ส่วนมากเค้าจะใช้ค้นหาข้อมูลเฉยๆ) มี traffic 10,000 ครั้ง/เดือน เสียค่าใช้จ่าย $100 แต่นาย wmb เก็บข้อมูลลูกค้าได้อีก 1,000 คน รวมฐานข้อมูลลูกค้าเป็น 3,000 คน และดูแลลูกค้าด้วยข่าวสารที่ลูกค้าชอบ สุดท้ายขายสินค้าเพิ่มเป็น 10 ชิ้น แต่รวมรายได้ $10,000 ในเดือนนั้น


ลองคิดดูนะครับ ถ้านาย wmb เก็บข้อมูลลูกค้าไปเรื่อยๆ แล้วมีฐานข้อมูลลูกค้าที่ใหญ่มาก แล้วเค้าขายสินค้า 100 ชิ้น มันจะเกิดอะไรขึ้น


คือแนวคิดนี้ผมเอามาจาก Robert T Kiyosaki ครับ คนที่เขียนหนังสือชุด "พ่อรวยสอนลูก" เค้าบอกว่า "คนรวยมองหาเครือข่าย ในขณะที่คนทั่วไป มองหางานทำ"

ลอง คิดดูนะครับ ถ้าเราทำแบบที่เราเคยทำกันรวมทั้งผมด้วย คือส่งลูกค้าไปที่เว็บเจ้าของสินค้าทุกเดือนๆ มันเปรียบเหมือนผมเป็นร้านค้าทั่วๆไป ที่ต้องทำงานหนักทุกวันๆ ตื่นเช้าเปิดร้าน เฝ้าร้าน ค่ำปิดร้าน นี่คือสิ่งที่เราเห็นกันทุกวันแต่ไม่เคยเอะใจเลย

แต่ลองดู 7-Eleven สิครับ เค้าก็เป็นร้านค้าเหมือนกัน แต่ผมถามว่า บริษัท 7-Eleven เค้าขายสินค้าที่อยู่ในร้าน หรือว่าเค้าขายระบบ 7-Eleven เพื่อสร้างเครือข่ายให้เค้า ลองคิดดูดีๆนะครับว่า
- 7-Eleven จะต้องมาง้อคุณเพื่อเอาสินค้าของคุณไปขาย หรือ...
- คุณต้องไปง้อ 7-Eleven ให้เอาสินค้าของคุณไปขาย

คุณลองคิดดูนะครับว่าตอนนี้ 7-Eleven มีกี่สาขาทั่วประเทศไทย
- ถ้าคุณเอาลูกอมเม็ดละ 1 บาทไปวางที่ 7-Eleven สมมติว่า 1,000 สาขา เฉลี่ย 1 ชม. ขายได้สาขาละ 1 เม็ดก็เท่ากับ 1 x 1,000 = 1,000 บาท
- ถ้าคิดเป็น 1 วันก็จะเท่ากับ 24ชม. x 1,000 = 24,000 บาท ต่อวัน
- 1 เดือนเท่ากับ 24,000 x 30วัน = 720,000 บาท ต่อเดือน

พระ เจ้าจอร์จ คุณขายลูกอมเม็ดละ 1 บาท ได้ยอดขายเดือนละ 720,000 บาท/เดือน นี่แค่ลูกอมเม็ดละ 1 บาทนะครับ แล้วถ้าเป็นชาเขียวขวดละ 20 บาทจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อตอนที่สินค้ายังไม่ขึ้นราคา ผมรู้มาว่าต้นทุนของชาเขียวแค่ขวดละ 3 บาทด้วยซ้ำไป(ถ้าผิดขออภัย)

มาถึงตรงนี้คุณเห็นพลังของการมีเครือข่ายอยู่ ในมือรึยังครับ ตอนนี้เราเปรียบเสมือนเป็นเจ้าของ 7-Eleven แล้วนะครับ ถ้าคุณมีข้อมูลลูกค้าอยู่ในมือ 1 คน เท่ากับคุณมี 7-Eleven 1 สาขาแล้ว ผมเชื่อว่านักการตลาด 1 คนหาข้อมูลลูกค้า 1,000 คนไม่ใช่เรื่องยาก อาจจะใช้เวลาหน่อย แต่มันก็คุ้มค่ามากเลยครับ จริงๆแล้วผมมีวิธีที่ไม่ต้องเสียเงินค่า PPC อีกด้วย เรียกกว่ายืมมือคนอื่นเอาข้อมูลลูกค้ามาให้เรา โดยที่เราเหนื่อยทีเดียว ทั้งเราทั้งลูกค้าทั้งคนที่ทำงานให้เรา แฮปปี้หมดทุกฝ่าย ลองดูที่เว็บเจ้าของสินค้า clickbank สิครับ บางเว็บจะมีให้กรอกข้อมูลเพื่อรับข่าวสารฟรีอีกด้วย นี่ไง ยืมมือคนอื่นหาข้อมูลลูกค้าให้เรา

และข้อดีของ Email Marketing ก็คือว่า (เปิดเผยซะแล้วว่ามันคืออะไร) เราสามารถนำเสนอโฆษณาของเราที่พ่วงท้ายไปกับบทความดีๆ ได้หลายครั้ง
- นำเสนอครั้งที่ 1 อ่านบทความที่ชอบ ลูกค้าไม่สนใจสินค้า
- นำเสนอครั้งที่ 2 อ่านบทความที่ชอบ ลูกค้าไม่สนใจสินค้า
- นำเสนอครั้งที่ 3 อ่านบทความที่ชอบ ลูกค้าไม่สนใจสินค้า
- นำเสนอครั้งที่ 4 อ่านบทความที่ชอบ ลูกค้าไม่สนใจสินค้า
- นำเสนอครั้งที่ 5 เอ๊ะ เห็นบ่อยแล้ว มันเป็นยังไง ลองคลิกเข้าไปดูซิ โอ๊ว งั้นๆแหละ ไม่เอาดีกว่า (ลูกค้าเข้าไปดูเว็บ browser เก็บ cookie ได้ xx วัน)
- นำเสนอครั้งที่ 6 ลูกค้าเบื่อและ ยกเลิกการรับข่าวสารจากเรา
- xx วันต่อมา ลูกค้าตื่นเช้ามาอากาศหนาว ไม่สบาย นึกได้ โอ๊ว จำได้ว่าเมื่อ xx วันที่แล้ว เข้าเว็บขายวิตามินซีนี่นา แล้วเค้าบอกว่า มันช่วยให้ดีขึ้นจากอาการไข้หวัดได้ เข้าไปซื้อดีกว่า พอลูกค้าเข้าไปในเว็บ แล้วเว็บนั้นมี cookie ของ aff id ของเราพอดี ลูกค้าซื้อสินค้า สุดท้ายเราได้ตังค์

ผมจำได้ว่า มีสมาชิกในบอร์ดนี้คนนึง ทำงานอยู่กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังทำอยู่รึเปล่า เพราะว่าไม่ใช่ว่าตอนนี้เป็นเศรษฐีไปแล้วรึยัง เค้าบอกว่า เค้าทำ Email Marketing ให้กับที่ทำงานของเค้า โดยที่ที่ทำงานของเค้าขายสินค้าจาก Email Marketing ได้วันละ 1 ล้านบาท ผมก็อ่านตั้งหลายรอบ เค้าก็บอกว่าไม่ผิดหรอกครับ 1 ล้านบาท

โอ๊ว วันละ 1 ล้าน สงสัยตอนนี้พี่แกศึกษาวิธีการจนตอนนี้กลายเป็นเซียนเหยียบเมฆได้แล้วมั๊ง
http://forums.sem.or.th/index.php/topic,16326.0.html

บล็อกของนาย จ.จื้อ

Landing Page คืออะไร

Landing Page คืออะไร
ผมขอให้ความหมายมันว่า “หน้าเว็บเพจที่เราสร้างขึ้นมา โดยมีข้อมูลสินค้าที่ครบถ้วนและเพิ่มแรงจูงใจในการตัดสินใจซื้อ จากผู้เข้าเยี่ยมชม ” อธิบาย มากว่านี้เด๋วจะยาว เหอๆ ซึ่งจริงๆแล้วเจ้า Landing Page นี่ ถ้าอธิบายอีกแบบหนึ่ง แบบที่ผมเรียกว่า แบบลูกทุ่ง อะนะ จะอธิบายได้ดังนี้ครับ ตามพจนานุกรมไทยยังไม่มี (หุหุ) ผม


Landing Page อาจ เป็นหน้าเว็บเพจไหนๆ ก็ได้บนเว็บไซต์เรา ซึ่งมันจะทำงานทุกครั้งเมื่อมี Traffics วิ่งเข้าไปหา แต่จะสามารถปิดการขายได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่ที่ คุณภาพของตัวมันเองครับ

อาจเปรียบได้ดังการแข่งขันฟุตบอล ซึ่งมันก็มีกติกาว่า ใครยิงประตูมากสุดเป็นผู้ชนะ เช่นเดียวกันหากเราจะเอาชนะ(ใจ หมายถึงการตัดสินใจ) ลูกค้าหรือผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม หน้า Landing Page ของเราก็จะต้องมีคุณภาพมากพอที่จะปิดการขายได้ครับ (อย่าพึ่งงงละครับ) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Landing Page จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขนาดไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่า Traffics หรือผู้เยี่ยมชม เขาเข้ามายังหน้า Landing Page ของเราแบบไหนครับ เอาตัวอย่าง Landing Page มาให้ดูซะหน่อยครับ



ด้าน บนเป็นตัวอย่างนะครับ ซึ่งเมื่อดูแล้วข้อมูลนั้นครบถ้วนใช้ได้ครับ ละก็มีปุ่มแสดงการกระตุ้นให้ผู้สนใจทดลองใช้แบบฟรีๆซะด้วย จูงใจจนอยากสมัครเลยหละ อิอิ

จริงๆแล้วอาจกล่าวได้ว่า เจ้า Landing Page เนี่ยนะครับ ผมคิดว่ามันเป็นตัวชี้วัดเลยว่า เราจะขายสินค้าได้หรือไม่ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่ทำเป็น ร้านค้า E-commerce เต็มรูปแบบ การทำ Landing Page หน้าสินค้านั้น ถือเป็นกุญแจสำคัญเลยครับ ถ้าพูดแบบนี้เฉยๆจะ เห็นว่ามันดียังไง เจ้า Landing Page ผมขอลองลิตส์ข้อดีของมันมาให้ดูแล้วกันครับ


ข้อดี(แสนดี)ของ Landing Page ครับ


1. สร้างแรงจูงใจในการตัดสินใจซื้อสินค้า

2. สามารถให้ข้อมูลลูกค้าของท่านอย่างครบถ้วน

3. วัดผลและตรวจสอบได้ง่าย( กว่าการส่งไปที่หน้าสินค้าเลยครับ)

4. จบการขายด้วยหน้า (Landing Page) เดียว

จริงๆมันมีอีกเยอะๆ หุหุ


ทำไม Landing Page มันถึงมีความสำคัญนักหนา? มันสำคัญเพราะว่า มันคือหน้าเว็บเพจที่จะแสดงข้อมูลทุกอย่างของสินค้าตัวนั้น ที่เรากำลังเสนอขายอยู่ เพื่อให้ลูกค้านั้นตกลงปลงใจ ซื้อสินค้าครับ หากว่าเราเองได้แต่ยัดเอาข้อมูล ที่คิดว่าใช่ หรือข้อมูลมากมายก่ายกอง จนลืมนึกไปว่า..เฮ้ยคนที่เขาเข้ามา…เขาต้องการอะไร? และ เข้ามาที่ Landing Page ได้ยังไง?

โดยทั่วไปแล้ว หน้า Landing Page คือหน้าที่ผู้เยี่ยมชมคลิกเข้ามาเอง โดยอาจมาจากโฆษณาใน PPC หรือ SEO จากการโปรโมทหน้านั้นๆ ของเรา เพราะ ฉนั้นเราต้องไล่เรียงความสำคัญว่า Landing Page ของเรานั้นต้องการนำเสนออะไรด้วย และเราหวังอะไรจากผู้เยี่ยมชม เช่น

1. กรอกแบบฟอร์ม (โดยปกติผู้คนมักไม่ชอบการกรอกแบบฟอร์ม)

2.ให้ข้อมูลชื่อที่อยู่ต่างๆ และอีเมลย์เพื่อการทำการตลาด (โดยปกติผู้คนมักไม่ชอบกให้รายละเอียดออนไลน์)

3. ให้อ่านข้อมูลสรรพคุณสินค้ามากมาย( โดยปกติข้อมูลที่ผู้เยี่ยมชมไม่สนใจ จะไม่ชอบอ่าน)

4. ยัดเยียดให้ซื้อสินค้า ( การสแปมหรือผลักดันด้วย ปุ่มสั่งซื้อมากจนเกินไป ผู้เข้าชมไม่ชอบครับ)


นั่น อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่สามารถปิดการขาย หรือสำเร็จผล ตามจุดประสงค์ที่เราต้องการจากเจ้า Landing Page ครับ แล้วอะไรละที่เราต้องแก้ไข?………….คิดกลับกันซิ…คิดว่าเราคือผู้เยี่ยมชมครับ… ถามตัวเราเองว่าต้องการแบบไหน
ลองตอบคำถามง่ายๆเหล่านี้ดู เช่น



1. ใช่ที่นี่หรอ? เรามาถูกทีหรือเปล่า?

2. อ่าสินค้าตัวนี้มันจะทำได้แบบที่เขียนหรอ?

3. หรือเราจะย้อนกลับไปดูจากที่ๆเราผ่านมาไหม?

4. เอ๋เว็บนี้มันน่าเชื่อถือไหนเนี่ย?

5. จะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าของจะส่งมา?

6. เราจะโดนแฮกข้อมูลบัตรเคริตรไหมหว่า?

7. มีเบอร์ติดต่อหรอเปล่า?


แล้ว ก็ บราๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แล้วก็อีกหลายๆคำถามในใจครับ เราต้องตอบโจนท์เหล่านี้ให้ได้ ถ้าทำได้ Landing Page ของเราก็จะมีความสมบูรณ์พอที่จะปิดการขายได้ครับ ซึ่งปัญหาของมันคือ ทำยังไงจะทำให้ลูกค้าของเรา ตกลงกดคำสั่งซื้อครับ จึงเป็นที่มาของการปรับปรุง รังสรรค์ เจ้า Landing Page กันอย่างมีหลักการ พูดง่ายๆว่า กลายเป็นเรื่องราวขึ้นมา คล้ายศาสตร์แขนงใหม่ ของเรื่อง Landing Page แลนดิ้ง เพจ

ซึ่ง ก็ต้องมานั่งศึกษากันอีกครับ เช่น การดูปรับปรุงเนื้อหา, ดูสื่อมีเดีย เช่น ภาพ มันจะโดนไหม วีดีคลิปกระต้นการซื้อหรือเปล่า การออกบบสี การวางเลย์เอาท์ และอีกหลายๆๆอย่าง…..แต่ท้ายๆสุด น่าจะอยู่ที่ตัวสินค้า หรือบริการเป็นหลักครับ ว่ามันดีพอไหม

cheesy
หากมีการเขียนอะไรเพิ่มเติม ผมจะมาอัพเดตให้นะครับ หวังว่าคงมีประโยชน์บ้างนะครับ


ทรงชัย ณะอำภัย

บล็อกของนาย จ.จื้อ
 
Copyright 2009 จื้อเหว่ย. Powered by Blogger Blogger Templates create by Deluxe Templates. WP by Masterplan