Showing posts with label PPC Tips. Show all posts
Showing posts with label PPC Tips. Show all posts

Thursday, June 25, 2009

Roadmap: Blogger + PPC + AFF

ไม่เริ่มเดิน เมื่อไหร่จะถึง

ไม่เริ่มเดิน เมื่อไหร่จะถึง

Roadmap นี้ทำเงินให้ผมได้เดือนละเป็นหมื่นบาท (ถ้าทำครบทุกขั้นตอนนะครับ) ไม่ได้ล้อเล่น แต่ขอบอกไว้ก่อนว่า Roadmap นี้ ไม่เหมาะกับคนเป็นโรคหัวใจและไม่ใช่สำหรับมือใหม่ (มือใหม่ต้องไปหาความรู้เพิ่มก่อนจะมาทำนะครับ) เพราะผมจะไม่ย้อนอธิบายอะไรมากไปกว่านี้ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เพราะผมจะเข้ามาเฉพาะโพสจริงๆส่วนใหญ่

1. เลือกนิชคีย์เวิร์ดที่คู่แข่งน้อยที่สุด จาก google keyword suggestion

2. ตรวจคีย์เวิร์ดที่เลือกมาว่ามีคนคลิกแค่ไหนอย่างไรบ้างที่ google traffic estimator

(ในทุกๆกรณี ผมแนะนำนิช เกี่ยวกับ การดูแลร่างกาย ความงาม และสุขภาพ เพราะมันเป็นหัวเรื่องที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง และคนก็ค้นหากัันตลอดเวลา)

3. เปิดบล็อกที่ blogger

4. หา template สวยๆมาใส่ให้เข้ากับเนื้อหา (ค้นกูเกิ้ลว่า blogger template)

5. สมัคร clickbank หรือ commission junction, amazon asso. แล้วแต่ชอบ แล้วหาสินค้าที่สอดคล้องกับนิชคีย์เวิร์ดที่เลือก (ออฟชั่นนี้จะช่วยเพิ่มการทำเงินได้อีก 100% นอกจากการทำแค่ adsense เพียงอย่างเดียว)

5. วาง adsense และ affiliate ad ในตำแหน่งที่เห็นง่ายๆบน blogger blog ที่สร้างไว้

5. ใช้ Unique Content Maker Link ใช้ บทความจากเว็บไซต์แจกบทความทั่วไป แล้วใช้ซอฟท์แวร์นี้ปั่นออกมา (อย่าส่งต่อให้ใครนะ มันไม่ใช่ของผม) หรือใช้ WordFlood ก็ดีเช่นกัน หาเอาเองนะครับ (ลอง google ดูว่า “wordflood rapidshare”)

6. โพส 4-5 บทความต่อวัน ทุกวันเป็นเวลาหนึ่งเดือนจะเห็นผล เห็นเงินเข้ามาแน่นอน

อ่านแล้วต้องทำตาม ไม่งั้นชาตินี้ก็ไม่ได้เงินหรอกนะครับ โชคดีครับ

FAQ:

Q: ไม่ต้องโปรโมทเหรอครับ?

A: ไม่ต้องครับ ใช้ blogger มันติด index ง่ายอยู่แล้ว ขอให้โพสไปเถอะ

Q: ซอฟท์แวร์ unique content maker นี้ทำงานยังไง

A: มันแปลภาษาหลายๆครั้งสลับไปๆมาๆจนมัน unique ครับ อ่านเพิ่มเติมวิธีติดตั้งและการใช้ในไฟล์ how-to ในนั้นเองนะครับ

Q: คุณ ppc เอาวิธีมาบอกทำไม

A: นั่นสิ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน



บล็อกของนาย จ.จื้อ

การค้นพบ Niche และ Longtail คืออะไร

ail คืออะไร

คำ ว่านิช (niche) จริงๆแล้วก็คือ คำๆหนึ่งหรือคีย์เวิร์ดคำหนึ่ง หรือประโยคสั้น ที่จะต้องเป็นตลาดกลุ่มย่อย ที่ไม่มีคู่แข่งมาก และก็ต้องเป็นตลาดที่ต้องมีคนให้ความสนใจอยู่บ้าง เรียกได้อีกอย่างว่าเป็น ตลาด Long Tail หมายถึงตลาดที่มีคุณค่าพอที่จะทำเงินได้แต่ถูกมองข้ามโดยคนส่วนใหญ่ เหมือนกับตลาดตกสำรวจ ที่ใครก็ตามที่ค้นพบแล้วจะรู้สึกว่า อืม..มันน่าจะทำเงินได้นะ

การหานิชเหมือนกับการเลือกอาชีพการงาน มันก็ไม่มีหลักการอะไรมากมายนัก ส่วนใหญ่คิดว่าถนัดอะไรที่สุด ก็ควรเลือกตลาดนั้นๆ แต่ถ้าทำ ppc adsense, chitika, clickbank, amazon หรือ affiliate ต่างๆแบบจริงจังก็ต้องมานั่งหานิชกันนานหน่อย ไม่ต่างจากการที่คุณจะเปิดร้านขายของอะไรซักอย่าง สมุติว่าจะขายของในสยามแสควร์ คุณจะต้องคิดหาแล้วว่าจะขายอะไรดี ที่คนยังไม่ขายกันเกร่อแต่สามารถขายได้ นั่นแหละคือคำว่า นิช หรือ Long Tail

สมมุติว่าเป็นรองเท้า นิชคำว่ารองเท้าเฉยๆคงไม่ใช่นิชแน่ๆ เพราะเป็นคำที่กว้างไป คู่แข่งเยอะเกินไป การลดคู่แข่งและความยากในนิชคำว่า รองเท้าก็ไม่มีอะไรมาก แค่ย่อยนิชให้เล็กลง ไม่ว่าจะด้วยการเจาะจงยี่ห้อเข้าไปให้กลุ่มตลาดนั้นเล็กย่อยลงไปทำให้เป็นนิ ช Long Tail ได้มากขึ้น หรือเจาะจงชนิดของรองเท้าเข้าไปอีกหน่อย เช่น รองเท้ากีฬายี่ห้อ Nike, รองเท้า Grogs, รองเท้าแตะสำหรับการเดินชายหาด อย่างนี้สิที่เหมาะสมกับคำว่านิชหน่อย ไม่ใช่ รองเท้าเฉยๆ และนิชที่เจาะตลาดลงมาแคบๆลงแบบนี้เอง ที่จะทำให้คุณมีโอกาสในการเกิดตัวตนมากขึ้นในวงการที่มีการแข่งขันสูง เหมือนกับได้เป็นหัวหมา ดีกว่าหางสิงโต ยังไงล่ะครับ

แล้วทำไมจะขายหรือจะทำตลาดที จะต้องหานิชด้วยล่ะ ทำไมไม่ลงมือทำเลยในสิ่งที่ถนัด ใช่ครับ พูดถูก อย่างที่บอกไงครับ ว่าถ้าคุณจะหากินกับระบบออนไลน์ต่างๆ คุณจะต้องนั่งหานิชที่คิดว่าทำเงินที่สุด และง่ายที่สุดก่อน ไม่งั้นชาตินี้ก็คงไม่รวยซักที ความง่ายนี้ก็จะหมายถึงการลดคู่แข่ง ไม่ใช่เลือกคีย์เวิร์ดที่เขาทำกันหมดแล้ว เช่น business, finance, debt consolidation, mortgage รับรองไม่ได้ผุดได้เกิดแน่ๆ

การลดคู่แข่งนี้นอกจากคู่แข่งทางการตลาดแล้ว ที่สำคัญกว่านั้นจะหมายถึงการทำ ranking ที่เป็นการทำอันดับใน search engine ด้วย ยิ่งคู่แข่งน้อย เมื่อมีคนค้นหานิชหรือตลาดที่คุณทำ บล็อกของคุณก็จะมีโอกาสมากขึ้นที่แสดงในอันดับที่ดีบน search engine คุณรู้หรือไม่ว่า นั่นมันหมายถึงเงินทั้งนั้นเลย เงินล้วนๆครับ จะขายอะไร จะโฆษณาอะไร จะให้ใครคลิกโฆษณาเพื่อให้เงินคุณ มันก็จะเป็นเรื่องง่ายไปหมด เงินจะไหลมาเทมา ในโพสต่อไปจะเป็นคำถามที่คุณจะต้องเอาไปนั่งคิด ซึ่งจะทำให้คุณค้นพบคำตอบให้กับตัวเองได้ว่า นิช (niche keyword) อะไรเหมาะกับคุณที่สุด แล้วเราค่อยไปดูในเรื่องของเทค-กะ-นิก กับการหาคีย์เวิร์ดทำเงินกัน



บล็อกของนาย จ.จื้อ

เหนือ ppc แล้วยังมี cpm

คนอย่างเราๆท่านๆที่คุ้นเคยกับ google adsense คงชินกับคำว่า ppc กันพอสมควร แต่นอกจาก ppc แล้ว google adsense ยังมี ad ที่เรียกว่าเป็น cpm (cost-per-impression) ที่จ่ายทุกๆการโหลดหน้าหนึ่งพันครั้ง พูดง่ายๆถ้าคุณวางเจ้า ad cpm (ส่วนใหญ่เป็น ad รูปภาพ banner) ไว้บนเว็บเพจของคุณ ถ้าเว็บเพจมีการโหลดถึงหนึ่งพันครั้งเมื่อไหร่ คุณก็จะได้เงินเท่ากับค่าคลิกหนึ่งคลิก (ส่วนใหญ่) ซึ่งฟังดูแล้ว ไม่เข้าท่าเอาซะเลย ถ้าเว็บเพจของคุณมีคนเข้าวันละสิบยี่สิบคน มันคงไม่ทำเงินแน่นอน และค่าคลิกเดี๋ยวนี้ช่างน้อยเหลือเกิน

แต่สิ่งที่ผมจะมาแนะนำก็คือให้หาบริการ cpm ที่อื่นๆมาช่วยเสริมรายได้ เพราะบริการ cpm ที่เขาทำเป็นล่ำเป็นสันนั้นมีมากมาย ที่จ่ายให้คุณมากกว่า google adsense ที่หวังพึ่งกับการทำเงินแบบ cpm ไม่ได้เลย บริการ ad ที่เน้น cpm นี้บางที่จ่ายให้คุณถึง สิบเหรียญต่อหนึ่งพันครั้ง ซึ่งฟังแล้วค่อยยังชั่วขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยถ้าไม่ได้คลิก แต่มี ad cpm เยอะๆวางไว้ ก็สามารถทำเงินได้เหมือนกัน (ไม่ได้ด้วยเล่ ก็ต้องเอาซักอย่าง) และบริการ cpm network ที่จ่ายแบบดีๆและน่าเชื่อถือที่ผมเคยลองแล้วทั้งหมดก็มีดังนี้ครับ ไปลองดูกันเองนะครับ ผมจำไม่ได้แล้วว่าเขาจ่ายเท่าไหร่กันบ้าง แต่รู้สึกว่า adsdaq จะดีสุด

Adsdaq

Right Media

TribalFusion

CasaleMedia

WidgetBucks

ValueClickMedia



บล็อกของนาย จ.จื้อ

Thursday, February 19, 2009

Re: เจอคู่แข่งตั้ง max cpc $100 ทำไงดีครับ [โดนแย่ง keyword ทำเงินไปเลยยยยย!]


ส่วนใหญ่พวกที่กล้าบิด 100$ คือพวกที่มีประสบการณ์พอสมควร เเละมีข้อมูลชัดเจน(ไม่เทพ ก็ พวกบ้าบิ่น)
เราควรกลับมาใส่ใจในเรื่องของ Q.S มากกว่า ถ้าเรามี Q.S ที่ดี เราก็น่าจะ บิด 100$ เเล้วได้กลับคืนมาไม่ยาก
(ถ้า บิด 100$ เเล้วยังไม่ขึ้นเเสดงว่าคุณเจอขั้นเทพเเล้วหละเพราะเขาคงมี Q.S สูงมาก ACC ดีมากๆ เเละทุนมากด้วย)
(ใน Google )

วิธีเเก้ไข

1. บิด 100$ ค้างไว้ รอเขาหมด DailyBudget
2. เร่งสร้างเเละพัฒนา Q.S ให้ดีมากๆเข้าไว้ เทพ ไม่เทพ ตัดสินที่ Q.S
3. สร้าง Landing Page เข้าสู้ดูเผื่อเจอเเนวทางใหม่ๆ
4. หาสินค้าอื่น ที่มีเป็นหมื่นๆชิ้น ที่รอคุณอยู่มาทำ เเล้วทำให้ CTR สูงๆ จะทำให้ภาพรวม ACC สูงไปด้วย
5. นำ KeyWord เดียวกันนี้ลองไปโฆษณาที่ Search อื่นดู
6. ลองเอา KeyWord นี้ไปขยายดู คุณอาจได้ KeyWord ทำเงินใหม่ๆต้นทุนต่ำก็ได้
7. อย่าไปหมกมุ่นเจ็บเเค้นจะเอาคืน เพราะจะทำให้คุณเสียโอกาสหลายอย่างๆ เสียกับเสีย

**วิธีการ LOCOP เป็นวิธีที่ไม่ได้ผลเสมอไป หรืออาจเลวร้ายกว่าเดิมก็ได้ เเละอาจจะบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายโดยไม่จำเป็น
พวกเทพ มักจะมี Proxify ไว้ดู ads ตามรัฐเเล้ว Click ได้ เราจะซวยไป
(วิธี LOCOP พวกเทพเขาหาวิธีป้องกันเอาไว้เเล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่กล้าบิดสูงๆ)

อย่าเปิดศึกโดยไม่จำเป็น bid War เกิดครั้งใดเลือดสาด การทำธุรกิจต้องใช้สมอง
เเละการวางเเผนอย่าใช้อารมณ์ (รบเมื่อรู้ว่าต้องชนะ)

ทำให้ได้กลับคืนมานั้นไม่ยากเเต่จะรักษาเอาไว้อย่างเป็นสุข นั้นยากมากๆ

สนับสนุนเเนวทาง น้องดิว deweykung
มาช่วยพัฒนาให้ PPC เราเป็นธุรกิจที่ดี มีอนาคตสดใสกันดีกว่า

DekUdorn
จอมยุทธสัญจร


บล็อกของนาย จ.จื้อ

Friday, February 13, 2009

advanced spilt testing Threst

ก็ถ้าเกิด มีad textอันนึงทำเงินให้ได้มาก ctrสูง

เราก็มีad textนี้สองอันครับ

แล้วใช้อันที่สามทดสอบ


คือเพิ่ม%ที่เราจะขายได้และไม่ลดctrของเราในกรณีที่ adtextที่เราใช้ทดสอบมันแย่หรือห่วยครับ


เรียกว่า advanced spilt testingครับ เทคนิคพี่เผ่าเขาครับ รับมาใช้ ยอดเยี่ยมทีเดียวครับ




อย่างเช่น

ตอนแรกเราใช้

ad text

A ctr 4% 10 order ads show 50%
B ctr 3.3% 5 order ads show 50%

กรณีนี้เราก็สร้างAออกมาอีกตัว(cloneออกมา)

A ctr 4% 5 order ads show 30%
A ctr 3.9% 5 order ads show 25%
C ctr 2.7% 1 order ads show 45%
B ลบทิ้งหรือหยุด

ถ้าทำแบบนี้ad text A จะโชว์มากกว่าad text C ครับ และทำให้ctrเราไม่ตก และถ้าad textมีผลต่อorder orderเราก็ไม่ตกไปมาก

ให้ดีไปลองทำดูจริงๆๆครับ
Cheesy



ผลการทดสอบของผมอย่างสม่ำเสมอ ad textมีผลต่อการขายด้วยนะครับ (เบสเองเคยบอกก้องตอนแรกๆๆที่ก้องเริ่มทำนะจำได้)


Threst
บล็อกของนาย จ.จื้อ

Tuesday, January 27, 2009

สุดยอดเทคนิค เสนอตอน "รู้เขารู้เรา รบ100ครั้ง ชนะ100ครั้ง" bmw

ยามที่เราจะไปบิดแข่งกับคู่แข่งใน google นั้น สิ่งที่เราควรจะรู้ก็คือว่า คนที่เราแข่งอยู่นั้นเป็นใคร เป็นเจ้าของสินค้า หรือว่าเป็นพวก aff marketer แบบเรา ตรงนี้จำเป็นมากๆๆๆๆ เพราะว่า "รู้เขารู้เรา รบ100ครั้ง ชนะ100ครั้ง"

สำหรับตัวเรานั้น เราย่อมรู้ดีว่า เรามีต้นทุนเท่าไหร่ เพื่อที่จะไปสู้กับคนอื่น แล้วคู่แข่งเราหล่ะ เราจะรู้ได้ยังไงว่าเขาเป็นใคร เป็นพวกเทพหรือพวกมือใหม่ มันมีวิธีดูอยู่ครับ

ผมขอใช้ Fire Fox นะครับ เพราะมันง่ายดี สมมติว่าผมเลือกโฆษณาให้กับ fatloss4idiots.com ซึ่งเอาสินค้ามาจาก clickbank นี่คือตัวอย่างข้อความโฆษณา

Fat Loss 4 Idiots ®
Amazing Lose 9 lb-s Every 11 Days
50% Discount Now, Just Only $ 19
fatloss4idiots.com

ถ้า ดูตรงนี้เราก็จะเห็นแค่ display url คือ fatloss4idiots.com และเราก็ไม่รู้เลยว่า คนที่โฆษณาอยู่นี้ เป็นเจ้าของสินค้าหรือว่าเป็น นักการตลาด aff แบบเรา วิธีดูนะครับ ก็ใช้ Fire Fox คลิกขวาที่โฆษณา แล้วเลือกที่ "Properties" ถ้าเป็นไทยก็ "คุณสมบัติ" คุณก็จะเห็นข้อความยาวๆใน กล่องข้อความ ก็ให้ก๊อปมาเลยครับ มันก็จะได้แบบนี้

hปปp://www.google.com/aclk?sa=L& amp;ai=CQgVkGwKASYSIFMXgkAXLpLDLBJWuhH-BzeKeCuHG6IwIEAQoBFD-nv1pYMkGyAEBqgQTT9BmDsonOnN7BUDnIRn3LZuAHg&num=7&sig=AGiWqtzXDwg9oUrllHH0OgchSDhn2YWvMw&q=http://XXXX.4idiots.hop.clickbank.net/%3Ftid%3DM7YBZF2M

นี่ คือลิงค์ของ google ทั้งหมด แล้วให้สังเกตุตรงท้ายนะครับ จะเห็นว่ามี URL ของ clickbank อยู่ คือ hปปp://XXXX.4idiots.hop.clickbank.net/%3Ftid%3DM7YBZF2M นี่แหละครับ คือประโยชน์ที่ผมจะเอามาบอกต่อไปว่าเราจะเอามาทำไรได้บ้าง

ถ้ามัน เป็นลิงค์แบบที่เราขอมาจาก clickbank ล่ะก็ นั่นก็คือคนที่เป็นนัก aff แบบเรา เราสามารถบิดสู้กับเค้าได้เลยครับ นั่นเป็นเพราะว่า เค้าได้ค่าคอมเท่ากันกับเรา ดังนั้นเค้าก็บิดได้ไม่เกินค่า conversion ที่เค้าได้ครับ พูดง่ายๆว่า จะได้ค่าคอมเท่าจำนวน % ที่เจ้าของสินค้าจ่ายครับ

แต่ถ้ามันเป็นลิงค์แบบที่ไม่ใช่เอามาจาก clickbank เช่น fatloss4idiots.com/index.php?gid=xxxxxxxxxx อะไรทำนองนี้ แสดงว่าคุณกำลังสู้กับเจ้าของสินค้าอยู่ครับ คุณบิดยังไง ก็สู้เค้าไม่ได้หรอก เพราะเค้าได้กำไร 100 % เต็ม

แล้วตรงนี้มันบ่งบอกได้อีกว่า ในคีย์เวิร์ดตัวนี้ มีคู่แข่งมาแข่งกันกี่คน ยกตัวอย่างเช่น
- ในเดือนนั้นทั้งเดือน ลิงค์เป็น hปปp://XXXX.4idiots.hop.clickbank.net/%3Ftid%3DM7YBZF2M อยู่ตลอดเวลาเลย นั่นแสดงว่า คนใช้คีย์เวิร์ดนี้ มีแค่คนเดียวเท่านั้น เพราะมีลิงค์แค่ 1 ลิงค์
- แต่ถ้ามันเปลี่ยนบ่อยๆ นั่นก็แสดงว่า คุณกำลังวิ่งเข้าสู่สงคราม bid war แล้วล่ะครับ

นอก จากนี้ เจ้าตัวนี้ยังบ่งบอกอีกอย่างครับ ถ้าลิงค์ตัวเดิมตัวนี้ เข้ามาทีไรในคีย์เวิร์ดนี้ ก็เจอลิงค์นี้ สักเดือนหรือสองเดือน นั่นแสดงว่า คีย์เวิร์ดตัวนี้เป็นคีย์เวิร์ดกำไรครับ เพราะถ้าไม่กำไร เป็นคุณ คุณจะยังเอามันมาดึงเงินออกจากกระเป๋าคุณทำไม

พอรู้ว่าคีย์ เวิร์ดตัวนี้กำไรแล้ว ก็ให้คุณเอาคีย์เวิร์ดตัวนี้มาบอกผมครับ ผมจะได้ไม่ต้องเสียเวลาหา คีย์เวิร์ด + ข้อความโฆษณา + landing page + เงินและเวลาที่ทดสอบ

ขอบคุณล่วงหน้าครับ wanwan007 bmw สุดยอดเทคนิค เสนอตอน "รู้เขารู้เรา รบ100ครั้ง ชนะ100ครั้ง"

บล็อกของนาย จ.จื้อ

Monday, January 12, 2009

Mass Keyword VS Niche Keyword

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
Mass Keyword VS Niche Keyword

โดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์
http://www.trawut.com
-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

ในการทำโฆษณาสินค้าใน Amazon นั้น เราทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า สามารถแบ่งวิธีการทำโฆษณา/ หา Keywords ออกได้เป็น 2 แบบ ก็คือ

1. โฆษณาแบบ Mass คือ การทำโฆษณาตัวเว็บไซต์ Amazon.com เลย เพื่อให้คนเข้ามาซื้อสินค้ากันในเว็บไซต์ จะเป็นสินค้าอะไร ยี่ห้ออะไรก็ได้ ซึ่ง Keywords ที่ใช้ก็เช่น online shopping, buying gift เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่าเป็น Keywords กลางๆ ที่เรียกให้คนเข้าเว็บไซต์มากๆ

2. โฆษณาแบบ Niche คือ การทำโฆษณาสินค้าเฉพาะบางอย่าง หรือ บางประเภทใน Amazon เพื่อให้คนที่สนใจสินค้าจริงๆ เจาะจงเข้ามาใน Amazon เพื่อซื้อสินค้าที่เราทำโฆษณาอยู่เลย ซึ่ง Keywords ที่ใช้ ก็จะเป็นประมาณ sony digital camera, Samsung hdtv เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่าเป็น Keywords ที่มีการะบุชื่อรุ่น หรือ ชื่อสินค้า ชัดเจนมากขึ้น

หรือสำหรับใครหลายๆคน อาจจะมีแยกแบบที่ 3 ออกมาด้วย ก็ได้คือ

3. โฆษณาแบบ Nass คือ การทำโฆษณาสินค้าชนิดต่างๆใน Amazon โดยไม่ได้มีการระบุลงลึกไปมากเท่าไหร่ เหมือนกับเน้นให้คนที่สนใจสินค้าชนิดนั้นๆ เข้ามาเลือกดูสินค้าแต่ละยี่ห้อ และตัดสินใจซื้อ สินค้าที่ดีที่สุดให้ตนเอง ซึ่ง Keywords ที่คนนำมาใช้โฆษณาแบบ Nass นี้ เช่น hdtv on sale, classic electric guitar, wedding diamond rings เป็นต้น

ซึ่งการโฆษณาแบบ Nass นี้ บางคนก็จัดให้อยู่ในประเภทเดียวกับ Mass บางคน ก็จัดอยู่ในประเภทเดียวกับ Niche แล้วแต่ใครเห็นว่าเป็นอย่างไร เพราะว่าการโฆษณาแบบ Nass นี้ ก็คล้ายกับเป็นการนำคนจำนวนมากเข้ามาในเว็บไซต์ ด้วยความสนใจในสินค้าบางอย่าง แต่หลายๆครั้ง คนที่เข้ามาก็ไม่ได้ซื้อสินค้านั้นๆ กลับไปซื้อสินค้าอื่นแทน เหมือนเป็นลูกผสมระหว่าง Mass กับ Niche นั่นเอง

(เพื่อความสะดวก ผมก็ขอพูดถึงการโฆษณาแค่ 2 ประเภทนะครับ คือ แบบ Mass กับ แบบ Niche ส่วนแบบ Nass นั้น เพื่อนๆก็ไปตัดสินใจเอาเองนะครับว่า ต้องการนำเข้าไปรวมกับแบบใด)

เวลาใดก็ตามที่มีทางเดิน 2 ทางให้เราเลือก เราจะรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า ต้องมีทางใดทางหนึ่งที่ดีกว่าอีกทาง ทำให้หลายๆคนคงเคยสงสัยว่า ตนเองควรจะทำโฆษณาแบบ Mass หรือแบบ Niche จะดีกว่ากัน อันไหนจะให้รายได้ที่ดีกว่า

คำตอบจากผมง่ายๆครับ คือ ลองทำและวัดผลดูทั้ง 2 แบบ เพราะตราบเท่าที่เรายังไม่เคยทดลองทำ เราจะไม่มีทางรู้ผลลัพธ์ได้เลยว่า อะไรดีกว่ากัน

และผมว่าเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องที่ขึ้นกับบุคคลอีกด้วยครับ เพราะว่า กรรมเก่าของแต่ละคนไม่เท่ากัน (ประสบการณ์ ความถนัด ความชอบ ความคุ้นเคย และอื่นๆ) ทำให้บางคนอาจจะถนัดและทำเงินจากแบบ Mass ได้มากกว่าแบบ Niche ในขณะที่บางคนทำโฆษณา Mass แทบตายไม่เคยได้เงิน แต่พอย้ายไปทำแบบ Niche ปุ๊บ ได้เงินปั๊บ

ผมก็ขอให้คำแนะนำในการเลือกโฆษณาทั้ง 2 แบบ ไว้ดังนี้ครับ

1. ถ้าหากเป็นไปได้ ควรทำโฆษณาทั้ง 2 แบบ

เพราะ ว่าระดับค่าคอมมิสชั่นใน Amazon จะเป็นแบบขั้นบันได ยิ่งเราขายสินค้าได้มากชิ้น ค่าคอมมิสชั่นเราก็จะเพิ่มไปด้วย เช่น เมื่อเราขายได้เกิน 630 ชิ้น เราจะได้ค่าคอมมิสชั่นถึง 8%

ดังนั้น เราควรจะทำโฆษณาแบบ Mass เพื่อให้ยอดสินค้าของเรามีมากๆในแต่ละเดือน เพื่อให้ค่าคอมมิสชั่นที่เราได้จากการทำโฆษณาแบบ Niche นั้น เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยกัน ก็จะเป็นวิธีการสร้างรายได้เพิ่มให้กับเราโดยอัตโนมัติครับ

2. โฆษณาแบบ Niche เฉพาะสินค้าที่มีราคาแพงๆ

เพราะ ว่า ยิ่งสินค้ามีราคาแพง เราก็จะได้รับค่าคอมมิสชั่นสูงไปด้วย จะทำให้เราสามารถเพิ่มค่า bid ใน PPC ต่างๆมากขึ้นไปได้อีก ก็จะทำให้เราโฆษณาอยู่เหนือกว่าคนอื่นๆได้อีกหน่อย

และที่สำคัญการ โฆษณาแบบ Niche นั้น สร้างความยุ่งยากให้กับเรามากกว่าแบบ Mass เพราะเราต้องศึกษารายละเอียดของสินค้า และนำมาเขียนโฆษณาให้ดี ดังนั้น เมื่อเราจะเหนื่อยมากขึ้น ค่าตอบแทนที่ได้รับกลับมา ก็ควรจะคุ้มค่าเหนื่อยเช่นกัน

3. อย่าลืมใช้ Landing Page ที่เหมาะสมในการโฆษณาแบบ Niche

เพราะ ในการโฆษณาแบบ Niche เราใช้ Keywords และ Ads ที่เจาะจงมากๆ ดังนั้น เราจึงควรส่งลูกค้าทุกคนไปยังหน้าสินค้าที่เค้ากำลังค้นหาอยู่ทันที ซึ่งจะทำให้ค่า Conversion Rate ของเราสูงขึ้นได้ครับ

4. โฆษณา Mass หนักๆในช่วง Seasonal

ใน ช่วงหน้าเทศกาลต่างๆที่คนจำเป็นต้องซื้อของขวัญ เพื่อมอบให้กับคนอื่นๆ เช่น ช่วงปีใหม่เป็นต้น เราควรจะเร่งทำโฆษณาแบบ Mass เพราะว่า คนจำนวนมากเหล่านี้ ยังไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรเป็นของขวัญดี ทำให้หลายๆคนเข้ามาเว็บไซต์ Amazon แล้ว จึงค่อยๆคิด ว่าจะไปซื้อของขวัญอะไรดี และสุดท้ายก็เลือกซื้อของบางอย่างใน Amazon ไปเป็นของขวัญนั่นเอง

5. การเขียนข้อความโฆษณา

การเขียนข้อ ความโฆษณาแบบ Mass คงไม่มีอะไรมาก แต่สิ่งหนึ่งที่แนะนำให้เขียนไว้เลย คือ ชื่อแบรนด์ Amazon.com รวมทั้งการเขียนว่า สามารถซื้อของได้ในราคาถูก หรือ ถูกทุกอย่างที่คุณซื้อ ประมาณนี้ จะช่วยเรียกคนให้คลิกได้มาก

ส่วน การเขียนโฆษณาแบบ Niche นั้น ก็ควรจะมี ยี่ห้อ หรือมีชื่อแบรนด์ของสินค้าที่เราทำโฆษณาใส่ลงไปด้วย รวมทั้งมีการเขียน Display URL เป็น directory ต่างตามประเภทสินค้า เช่น amazon.com/music เป็นต้น ก็จะช่วยให้ข้อความโฆษณาดูน่าสนใจมากขึ้น

6. ดูรายการสินค้าขายดีจากแบบ Mass มาแยกทำโฆษณาแบบ Niche

อย่า ลืมว่าทาง Amazon จะแสดงรายการสินค้าที่เราขายได้ขึ้นมาใน Earning Report และ Order Report ด้วย ดังนั้นเมื่อเราทำโฆษณาแบบ Mass ที่มีคนซื้อสินค้าเยอะๆ เราอาจจะเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น เพื่อดูว่า คนซื้อสินค้าอะไรมากเป็นพิเศษ จากนั้นก็ให้ลองทำโฆษณาสินค้ารุ่นนั้น ยี่ห้อนั้นแบบ Niche ดูครับ

7. Bid ต่ำๆในการโฆษณาแบบ Mass

การ โฆษณาแบบ Mass นั้น จะมีคนซื้อสินค้ามากก็จริงอยู่ แต่ว่าสินค้าที่คนซื้อส่วนใหญ่ จะเป็นสินค้าที่มีราคาค่อนข้างถูก ทำให้ค่าคอมมิสชั่นเราก็น้อยไปด้วย ดังนั้นถ้าหากเป็นไปได้ ควรจะทำโฆษณาเฉพาะใน Mass Keywords ที่มีราคาถูกๆ (ไม่ควรเกิน $0.3) ก็จะทำให้เรามีโอกาสได้กำไรมากขึ้น

และสิ่งสุดท้ายที่ต้องการฝากไว้ คือ อย่าลืมทำการวัดผลโฆษณาควบคู่กันไปด้วยเสมอ เพราะนั่นจะเป็นหนทางที่ทำให้เรา สามารถปรับปรุงโฆษณาให้ดีขึ้น ให้สามารถทำกำไรกลับมาได้ในอนาคตครับ

-
บทความโดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์
ผู้แต่งหนังสือ Google Make Me Rich และคอลัมนิสต์ของ FF Magazine

-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
เรียนลัดวิธีการทำโฆษณาด้วย Google Adwords
อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ได้ที่บ้านของคุณ
=> http://www.AdWords-eClass.com
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

< ———- จบบทความ ———->



บล็อกของนาย จ.จื้อ

Sunday, January 11, 2009

ทำอย่างไรจึงจะเหนือกว่าคู่แข่ง

Quality Score??

QS เป็นค่าที่ gg นำมาใช้ตัดสินว่า ad เราดีไม่ดีแค่ไหน โดยที่มันจะมีผลกับการจัดอันดับและจำนวนเงินที่เราต้องจ่ายในแต่ละคลิก แน่นอนว่า QS ดีกว่าจะทำให้เราจ่ายน้อยลงเพื่อที่จะแสดง ad ตำแหน่งเดิม

หลักๆแล้ว QS จะขึ้นอยู่กับ
- CTR
- Ad text : มี kw อยู่บน adtext
- จำนวน kw ใน ag : มี kw ที่เกี่ยวข้องกัน และมีไม่เกิน 25 kw
- ประวัติของแอคเค้าที่ผ่านมา
- Landing page : หน้าที่เราส่งไปควรจะความสัมพันธ์กับ kw ที่เราใช้ จากการทดสอบครั้งล่าสุด (ตอนไหนไม่รู้) พบว่า ถ้าหากหน้า LP มีความเกี่ยวข้องกับ kw สูงจะสามารถลดรายจ่ายได้ถึง 25% เลยทีเดียว

ดังนั้น ถ้าหากว่าเราสร้าง ag ขึ้นมาแล้ว gg มันบังคับให้เราบิดสูงๆ สิ่งแรกที่ควรเช็คคือหน้า LP


Effective Bidding

ตาม ที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า gg จะแสดงแค่ 8 ad ในแต่ละหน้า และคนส่วนมากที่ทำการ search หาข้อมูลต่างก็มักจะดูแค่หน้าแรกหน้าเดียว ดังนั้นเราจึงต้องหาทางเพิ่ม QS ให้ ad ของเราพร้อมๆไปกับการเพิ่มราคาบิดเพื่อแย่งตำแหน่งดีๆมา

ซึ่งตรงนี้เพื่อนหลายคนในนี้แนะไว้ว่า ตำแหน่งที่ดีที่สุดคือ

+ แสดงเป็นอันสุดท้ายของหน้าแรก (อันดับ 8 )
+ แสดงกลางๆจอ (อันดับ 4-5)

** เทคนิคการบิดจากคุณ IIWS
http://forums.thaisem.com/index.php?topic=1438.0

อันนี้คงต้องลองกันเองละครับว่าแบบไหนจะเหมาะกับสินค้าที่เราขายอยู่

สำหรับการเช็คตำแหน่ง เริ่มต้นเลยคือใช้ “Traffic Estimator” ที่มีอยู่ใน Adwords
เราจะได้ราคาคร่าวที่เราต้องบิด จากนั้นก็ปล่อยให้มันแสดงไปสักพักแล้วค่อยมาปรับราคากันใหม่อีกที



ทีนี้เมื่อเริ่มมีการคลิกเข้าไปที่ ad ของเรา สิ่งที่จำเป็นจะต้องทำการ track ว่า kw นั้นๆมันขายได้ไหม
ตรงนี้ในหนังสือแนะนำว่า

ถ้าเราได้ค่าคอม $50 ต่อชิ้น เราก็ควรจะขายออก 1 ชิ้นก่อนที่จะเสียตังค์ไป $50
สูตรคือ

Single Commission / CPC = Break even point

ตรงนี้จำนวนที่ได้จะเป็น จำนวนคลิก ที่เรายอมเสียได้ต่อการขาย 1 ชิ้น (มากกว่านี้ขาดทุน)
แต่ถ้าสมมติว่า อยากได้กำไรเท่าตัว เราก็ต้องเอาจำนวนที่ได้มา หาร 2 ก่อน

ตรงนี้ผมแนะนำโปรแกรมหา max bid ของพี่พรานครับ Cool

http://thaisem.com/maxbid.php

ต่างกันนิดหน่อยตรงที่เราวัดกันที่ 100 คลิก (น่าจะขายได้ 2-4 ชิ้น)
เราจะบิดสูงสุดได้ที่เท่าไหร่ ถ้าขายไม่ออกก็ทิ้ง kw ชุดนั้นไปได้เลย

การหา maxbid เพิ่มเติม
http://www.emarketingthai.com/2007/09/05/lesson-9-how-to-find-max-bid/


ทำ Split Test

เพื่อ ให้ได้ ad text ที่ดีที่สุด เราจะต้องสร้างอย่างน้อย 2 ad text ที่แตกต่างกันต่อ 1 ag แล้วปล่อยให้มันรันไป จากนั้นก็ดูผล (คลิก, CTR) แล้วก็ทำการแก้ไขตัว ad text ใหม่และดูผลที่ได้ไปเรื่อยๆ จนเราคิดว่าได้อันที่ดีที่สุดมา

ขั้นแรก ไปที่หน้า ag ที่จะทำการเทส แล้วเลือกที่ “Ad Variations”
จากนั้นคลิกที่ Create ad ด้านล่างตามรูป



แล้วก็ทำการสร้าง ad text อันใหม่ที่ต่างจากอันเดิม
ถึงตอนนี้เราก็ได้ ad text มาสองอันสำหรับ ag นี้แล้ว

ตัวอย่าง การทำสร้าง 2 ad โดยต่างกันที่ title



ขั้นต่อมาให้ กลับไปเลือกหน้า Campaign Summary
แล้วคลิกไปที่ “Edit Campaign Setting”


จากนั้นเลื่อนลงไปด้านล่าง จะเจอ Advanced Options
ติ๊กที่ Rotate เพื่อให้มันแสดงทุก ad ที่เรามีในอัตราส่วนที่เท่าๆกัน


** การเซ็ตตรงนี้มีผลกับ ag ทั้งหมดที่อยู่ในแคมเปน


ปิดท้ายด้วยเทคนิคการทำ Split testing แบบลึกๆจากพี่พรานอีกเช่นเคย
http://forums.thaisem.com/index.php?topic=1868.msg17007


ตอนหน้้าเป็นเรื่องของ DKI, Match Type แล้วก็ Content network ครับ Tongue


----------------------------------------------------------
เนื่องจากว่าเรื่องที่เหลือดูวีดีโอพี่พรานแล้วเห็นภาพชัดเจนกว่า
ผมขอจบไว้แค่นี้นะครับ
----------------------------------------------------------


บล็อกของนาย จ.จื้อ

เทคนิคการทำโฆษณาหาสินค้าและคีร์เวิร์ดที่ขายได้ภายใน 10 คลิก

ขั้นตอนง่ายๆสำหรับการทำเงินแล้วได้ผลภายใน 10 คลิก [ เหมาะกับคนที่เคยทำมาบ้าง]

เข้า ไปที่หน้าสินค้า amazon ครับ แล้วให้คลิกที่คำว่า shop all departments ข้างบนมุมช้ายมือครับ แล้วให้เลือกสินค้าที่ต้องการขาย ที่ขายดีจะเป็นพวก Books, Electronics, Apparel, toys & games furniture ครับ แล้วคลิกเลือกสินค้าที่ต้องการครับ เช่น เลือก gps ครับ คลิกเข้าไป หลังจากนั้นก็ให้คลิกที่

คำว่า GO มุมขวาบนวงกลมสีส้มเลยครับ เราก็จะเจอสินค้ามากมาย แล้วให้คลิกที่ช่องขวามือตรงที่ Sort by

แล้วให้เลือก Bestselling หมายถึง สินค้าขายดี Cheesy

ขั้นตอนต่อไปให้เลือกราคาซ้ายมือ ระหว่าง $200-499 เพราะเป็นช่วงที่คนจะตัดสินใจที่จะซื้อครับ

ต่อไปก็เลือกสินค้าที่จะขาย ให้เลือกระหว่างอันดับ 1-4 ประมาณนั้น แล้วคลิกเข้าไปเลยครับ เอาอย่างใดอย่างหนึ่ง

แล้วคุณจะเจอสินค้าที่ต้องการขาย

ทีนี้มาดูข้อดีข้อเสียว่าสินค้าที่เราเลือกน่าจะขายได้ใหมลองวิเคราะห์ดู

วิธีการวิเคราะห์คือ Huh?

1.สินค้ามีคำว่า FREE with Super Saver Shipping ไหม

2.มีคนให้ดาวเยอะไหม เกิน 30 ใช้ได้ครับ

3.มีลดราคาใหม กี่เปอร์เซ็นต์ ราคาถูกหรือแพง

4.สินค้าเป็นที่นิยมหรือเปล่า เป็นที่ต้องการของตลาดไหม สินค้าใหม่หรือเก่า โปรโมชั่นลดล้างสต็อก

ขอแค่มี ราคา ถูกส่งฟรี ลดราคา แค่นี้ก็ใช้ได้แล้วครับ แต่ยังไม่พอ

เอา คีเวิร์ดไป search ใน google ว่ามีคนค้นหาเยอะไหมแนวโน้มเป็นอย่างไร ให้พิมพ์คำว่า adwords.google ลงในwww.google.com ก็ได้ครับแล้วเลือกที่ Keyword Tool แล้วใส่คีเวิร์ดเข้าไปตรงช่องสี่เหลี่ยมครับเช่นคีเวิร์ดนี้ sumsung lcdtv 40 เราสามารถดูค่าบิดแนวโน้มต่างต่างได้ดีมากๆนะครับผมก็ใช้ประจำและได้ผลแทบ ทุกครั้งลองดูนะครับ คลิกเลือกประเทศด้วยนะครับ เป็น USA แล้วเลือกดูเอาตามชอบครับผมจะไม่อธิบายมาก

ถ้าบิดไม่แพงมากเป็นใช้ได้ครับ

ทีนี้มาดูคู่แข่งว่าของที่เราจะขายแพงกว่าของเขาหรือเปล่าถ้าแพงกว่าแพงกว่าแค่ไหนแพงกว่ามากก็ไม่ควรขายนะครับ ถ้าแพงกว่านิดหน่อยไม่เป็นไรเพราะสินค้าของอเมซอนถึงแพงกว่าบ้างแต่คนก็ตัดสินใจซื้อครับ

ต่อไป เอาคีร์เวิร์ดของสินค้าที่เราจะขายไปเชิรต์ดูที่ www.google.com/products
จะ มีราคาโชว์สินค้าให้ดูถ้าราคาของเราแพงกว่าแต่แพงกว่าไม่มาก[คือสินค้ารุ่น เดียวกัน] เป็นอันว่าใช้ได้ครับ ขายได้ ถ้าราคาถูกกว่าคุ่แข่งละแจ๋วเลย
หรือถ้ายังไม่พอลองเข้าไปดูอีกเว็บก็ได้ครับ www.ebay.com ดูเขาขายกันประมาณเท่าไร

ถ้าใช้ได้แล้วก็ขั้นตอนต่อไปตอนนี้สำคัญมากๆๆๆนะครับ Cool Cool Cool

คือ การหาคีร์เวิร์ดง่ายๆไม่เสียเวลา

เช่นเราขาย sumsung lcdtv
เราอาจใส่คำนี้ไว้ข้างหน้าก็ได้ครับเช่น
cheap
lower price
low price
buy
buying
bought
order
good
new
เป็นต้น{ ตามสินค้าเราถ้าสินค้าเราราคาแพง ก็ไม่ควรนำ คำว่า cheap , lower price เป็นต้น มาใช้นะครับ
ถ้าไม่ใช่สินค้าใหม่ก็ new ไม่ควรนำมาใส่ในคีร์เวิร์ด คงเข้าใจนะครับ}
สินค้าเรามีทั้งราคาถู ดี และใหม่ เราก็ใส่ว่า
เช่น
new sumsung lcdtv
Buy sumsung lcdtv
cheap sumsung lcdtv
low price sumsung lcdtv
buying sumsung lcdtv

ถ้า
sumsung lcdtv 40 นิ้วเราก็ใส่ให้เจาะจงเข้าไปอีกว่า
buy sumsung lcdtv 40
buying sumsung lcdtv 40
new sumsung lcdtv 40
good sumsung lcdtv 40

ยิ่งเจาะจงเท่าไรก็เท่ากับว่าเราเจาะจงลูกค้ามากขึ้นเพราะจะทำให้ขายได้ดีครับ
หรือจะใส่คำตามหลังก็ได้
เช่นคำเหล่านี่

price
on sale
sale
salling
online
shop
shopping
เป็นต้น
เช่น
sumsung lcdtv 40 online
sumsung lcdtv 40 sale
sumsung lcdtv 40 on sale
sumsung lcdtv 40 shop
sumsung lcdtv 40 shopping
sumsung 40 online
buy sumsung lcdtv 40
buying sumsung lcdtv 40
แต่ละคีร์เวิร์ดไม่ควรยาวเกิน 5 นะครับ ถ้าจะให้ดีประมาณ 3-4 จะสวยมาก
เป็นต้นนะครับหาให้ได้ประมาณ สัก50-100 คีร์เวิร์ดนะครับเอาที่คิดว่าตรงกับสินค้าของเรามากที่สุด ถ้าได้ 100 คีเวิร์ด ก็ทำ 2 adgroup นะครับ
ทีนี้เขียนข้อความสัก 3 ข้อความ

เช่น
sumsung lcdtv 40 Inch-low price

in stock 47%Off Buy it Now! Free shipping

ประมาณนี้ เขียนข้อดีของสินค้าของเราที่ดูเด่นดีกว่าคนอื่นนะครับออกมา

สำคัญมาก คีร์เวิร์ด ข้อความโฆษณา แลนดิ้งเผด ต้องให้สัมพันธ์กันมากๆนะครับ

มาถึงขั้นตอนการโฆษณาผมโฆษณากับ yahoo นะครับใครที่ทำกับ ppc อื่นก็นำไปใช้ได้

ใส่คีร์เวิร์ด และข้อความโฆษณาเข้าไปและให้ตั้งค่าบิดให้ต่ำที่สุดก่อน

เช่น ใน yahoo เริ่มต้นที่$ 0.10


เราก็ใส่จำนวนนี้ไปได้เลยและต้องวัดผลทุกประมาณ30 นาที ถ้ายังไม่มีการแสดงผลเราค่อยๆเพิ่มบิดขึ้นทีละนิดๆจน

กว่าจะแสดงผลแต่การตั้งค่าบิดนั้นต้องไม่ทำให้เราขาดทุนนะครับ

เราอาจเพิ่มค่าบิด0.01-0.05 ก็ได้นะครับตามชอบ


ทำไปเรื่อยๆทุก 30 นาที ช่วงแรกต้องดูบ่อยหน่อย เพิ่มบิดเรื่อยๆจนกว่าจะแสดงผล

เช่น เราตั้งค่าบิดกับสินค้านี้ได้ไม่เกิน 0.50 เราก็ควรบิดไม่เกินนี้

ผมก็ทำอย่างนี้ไม่นานครับ impression ของเราก็จะเริ่มแสดงและมีคลิกตามมาแล้วอันดับของเราก็จะแสดงให้ดูด้วย

ว่าเราอยู่อันดับเท่าไรถ้าอันดับไกลเกินไปก็ควรเพิ่มบิดขึ้นมาอีกนิดให้อยู่ประมาณอันดับ 4-6 เพราะจะทำให้เราไม่

ต้องเสียเงินมากโอกาศที่คนจะคลิกก็มีพอสมควรเหมือนกัน หรือใครจะบิดให้อยู่อันดับ 1-3 เลยยิ่งดีเพราะจะทำให้คลิกมากขึ้นแต่ต้องเสียแพงหน่อย อันดับ 4-6 ก็มีคนซื้อเหมือนกันและได้กำไรเยอะด้วยส่วนมากผมจะเริ่มขายได้

ประมาณ 10 คลิกก็ขายได้แล้วครับ บางวันขายได้เยอะกว่าคลิกอีก ฟรุ๊กหรือเปล่าก็ไม่ทราบอิอิ Tongue

และการคลิกก็จะทำให้เรารู้ว่าคลิก 1 เราเสียประมาณเท่าไร ส่วนมากจะเสียน้อยกว่าที่เราตั้งไว้อยู่แล้วครับ เช่นตั้งไว้

ที่ $0.50 เราอาจเสีย 0.49-0.20 ก็ได้ครับ อยู่ที่คุณภาพของโฆษณา Quality index มากเท่าไรยิ่งดีจะทำให้เสียค่าโฆษณาน้องลงครับอิอิ

ถ้าตัวไหนไม่ดีก็ปรับปรุงต่อไป

ส่วนคีเวิร์ดไหนที่เราตั้งค่าบิดจนพอใจและแต่ไม่แสดงก็ลบออกให้หมดทีนี้ก็จะเหลือแต่คีร์เวิร์ดที่แสดงคีเวิร์ดไหนมี impression มากก็ควรลบออก หรือเขียนข้อความโฆษณาสำหรับคีร์เวิร์ดนี้โดยเฉพาะก็ได้

ถ้าประมาณ 10-20คลิกแล้วเข้าไปดูใน อเมซอนมีคนซื้อ 1 หรือ 2 คน ก็นำแต่ละคีร์เวิร์ดแต่ละตัวมาแทรกดูว่าคีร์เวิร์ดไหนทำเงินบ้างเพราะถ้าเอาคีร์เวิร์ดที่ไม่ทำเงินมารวมกันก็จะทำให้เราได้กำไรน้อย

เรา ทำไปเรื่อย ๆครับ ใจเย็นๆทำไปเรื่อยๆสุดท้ายก็จะเหลือคีร์เวิร์ดเดียวใน 1 แอดกรูปที่ทำเงินให้เราอย่างเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียวนี่พูดถึงสินค้าชิ้น เดียวนะครับ

แต่ต้องดูแลนะครับอย่าพึ่งไปหาสินค้าใหม่มาทำส่วนมากผมจะดูที่ 25-30คลิกถ้ายังไม่มีคนซื้อก็จะเลิกขายทันทีหาสินค้าใหม่มาทำ

ถ้าเราดูสินค้าดีแล้ว โอกาสที่จะขายได้ก็มีสูงทีนี้เงินก็จะวิ่งเข้ากระเป๋าของเราทุกวันๆโดยอัตโนมัติครับ

เอาวันหน้าผมมีไอเดียเจ๋งๆใหม่ๆจะเอามาฝากเพื่อนๆอีกนะครับ Smiley Smiley

สู้สู้ครับๆๆๆๆทุกคน
Smiley Smiley Smiley

บล็อกของนาย จ.จื้อ

ค่า Click ของ Adword พี่พราน

ผมว่า B จ่าย $0.61 A จ่าย $1.01 ส่วน C จ่ายที่ min bid ครับ น่าจะเป็น $0.05

ที่ผมงงกว่าคือ ถ้า A อยู่อันดับสูงกว่า QS ดีกว่า เลยทำให้บิทน้อยกว่า B แล้ว A จะจ่ายเท่าไร อิอิ หรือแบบนี้ไม่มีจริงครับ



rank = bid * ctr ครับ

ใครได้ค่ามากกว่า คนนั้นก็อันดับ ดีกว่าครับ

เช่น

A bid 1.01 usd ctr 20% rank = 1*20% = 0.202
B bid 0.61 usd crt 50% rank = 1*40% = 0.305
C bid 0.05 ctr 100% rank = 0.05 * 100% = 0.05

จะเห็นได้ว่า Ad B ที่มี CTR ดีกว่า จะได้ค่า rank มากกว่า Ad A ดังนั้น Ad B จะขึ้นอันดับหนึ่ง

จากสูตรนี้เองเป็นที่มาว่า ทำไม เราต้องพยายามทุกวิถีทาง ที่จะทำให้ค่า ctr ของ ads เราขึ้นเยอะ ๆ
ครับ เพราะเมื่อใดที่ ctr ขึ้นเยอะ ๆ bid ก็จะต่ำลงนั่นเอง นี่คือความฉลาดของ smartprices
ที่ทำให้ google รวยจนถึงทุกวันนี้ครับ

Cheesy

บล็อกของนาย จ.จื้อ

YSM เค้าได้ปรับ Algorithm ในการคิดราคา Bid ใหม่ พี่พราน

เอาล่ะครับ มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ถ้าหากเพื่อน ๆ เจอเหตุการณ์แบบนี้ แล้วเพื่อน ๆ จะทำอย่างไร
ผมมีวิธีแก้ให้ 2 วิธีนะครับ

1. เพื่อน ๆ ต้องพยายามจ่ายเงินให้กับ YSM ให้ได้มากกว่า $6000 ให้ได้ครับ เพราะถ้าหากใครที่จ่ายเกิน $6000 แล้วเนี่ย จะได้รับสิทธิพิเศษบางอย่างจาก YSM เช่น MinBid ไม่ค่อยโดนบังคับ และ ยังสามารถ Import Campaign ได้อีกต่างหาก ซึ่งจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ผมพบว่า Account ที่จ่ายเงินลงโฆษณาให้กับ YSM เยอะ ๆ อยู่ดีมีสุขครับ ไม่มีปัญหาจากเหตุการณ์นี้แต่อย่างใด

2. ปรับกลยุทธ์ในการทำงานบน YSM ใหม่ครับ ให้เน้นที่ Quality Score มากขึ้น เอาให้แถบสีน้ำเงินขึ้นให้เยอะที่สุดเต็ม max ไปเลยครับ วิธีทำให้ขึ้นเต็ม Max ก็ง่าย ๆ ครับ

- Manage Campaign & Adgroup ให้มีความสัมพันธ์กันให้มากที่สุด รวมถึง หน้า Landing Pageก็ควรทำให้มีความสัมพันธ์กับ Campaign และ Adgroup ให้ได้มากที่สุด
- ควรใช้ DKI ใน Title เสมอ สำหรับ DKI ของ Yahoo มีแบบเดียวครับ คือ {KEYWORD:Default}
- สร้าง CTR ให้ได้มากที่สุด ผสานกับ ลด IMP ของ KW ที่ CTR น้อย ๆ ลงให้ได้มากที่สุดครับ ถ้าเราทำได้ CTR เราจะดีขึ้น และ QS เราจะดีตามครับ
- 1 Adgroup ไม่ควรมีเกิน 4 - 5 Kw ครับ จริง ๆ แล้ว 4 - 5 KW นี่ก็เยอะเกินไปแล้วครับ ถ้าจะให้ได้1 adgroup 1 kw ไปเลยดีกว่า แต่กลัวเพื่อน ๆ จะเมื่อยมือ ก็ลองเอาเฉพาะ keywords ที่เกี่ยวข้องกันจริง ๆ เท่านั้นใส่ไว้ใน adgroup เดียวกันนะครับ CTR จะดีขึ้นเห็น ๆ ครับ

*** เพื่อน ๆ สามารถซื้อหนังสือ 77 เคล็ดลับ ปรับแต่ง Adwords ให้โดนใจ มาดูเทคนิคเด็ด ๆ ได้ครับ
เทคนิคในหนังสือเล่มนี้ ผมให้ 5 ดาวเลยครับ ใครยังไม่มี รีบไปหามาซะนะครับ ถ้าคิดจะทำ PPC เล่มนี้
ผมแนะนำให้อ่านครับ

3. สร้าง Campaign ใหม่ขึ้นมา โดย ทำการ ลบ KW ที่โดน MinBid ใน Campaign เก่าทิ้ง แล้วนำมาสร้างใน Campaign ใหม่ โดยยึดหลักการ ข้างบนครับ MinBid จะลดได้ในเวลาไม่นานครับ แต่ถ้าใครที่ทำตามวิธีการนี้แล้ว MinBid ไม่ลด ไม่ต้องกลัวนะครับ Bid ไปตามที่มันตั้งมาก่อน แล้วพยายามสร้างQS ของเราให้ดี ๆ รับรองในเวลาไม่นาน MinBid จะลดแน่นอนครับ

4. อย่าลืมที่จะปรับแต่ง Landing Page ให้มีความสัมพันธ์กับ KW ที่ส่งมา สำหรับผมแล้วใช้ DKI ในLanding Page อีกเหมือนกัน นั่นคือ พยายามทำให้ ใน URL มี KW ที่ส่งมา และ ภายในหน้า Landingก็พยายามทำให้ Title, Metatag, H1, H2 มี KW เยอะ ๆ เรียกได้ว่าทำ KW Density เหมือนกับทำ SEO ตามปกติทั่วไปเลยครับ ตรงนี้ ถ้า kw density สูง QS ก็จะสูงตามครับ ส่วนใครที่ส่งไป Amazonก็ไม่ต้องกลัวครับ สำหรับ kw ที่โดน minbid นี้ ให้เปลี่ยนจากการส่งไปยังหน้าสินค้าโดยตรง ส่งไปยังหน้าSearch Results แทนครับ แค่นี้ kw density ในหน้า Landing Page ก็จะสูงขึ้นมาทันตาเห็นแล้วพอ MinBid ลด เราค่อยเพิ่ม Adtext ขึ้นมาอีกอัน เพื่อส่งตรงไปยังหน้า สินค้าตรง ๆ ครับ

สรุปแล้วการโดน MinBid ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดครับ ขอเพียงเราตั้งใจบริหาร Campaign ของเราและอึด ถึก ทน สร้าง Adgroup ในฝันให้ได้เยอะ ๆ หมั่นบริหาร CTR หมั่นกรอง IMP ที่ไม่ได้เรื่องออกไปและ หมั่นหา Negative Keywords มาใส่ รับรองครับ ภายใน 3 วัน QS เพื่อน ๆ จะเพิ่มขึ้นและ minbidจะลดต่ำอย่างแน่นอน ผมเคยทดลองกับ Account ใหม่ ๆ ที่สร้างปุ๊บ minbid อยู่ 1 เหรียญ ลองปรับตามวิธีด้านบนดู พบว่า Minbid ลดมาเหลือ 20 cent ภายในเวลา 1 วันครับ

อย่างไรแล้ว ขอให้เพื่อน ๆ ที่ประสบกับปัญหานี้ แก้ไข ปัญหากันได้ทุกคนนะครับ

ปล. สำหรับ KW ที่ทำเงินนั้น เพื่อน ๆ อย่าลืม นำไปขยายผล โดยการนำไปโฆษณาใน Adwords & Adcenter
ด้วยนะครับ

ขอให้ทุกคนโชคดี

พราน

บล็อกของนาย จ.จื้อ

Saturday, January 10, 2009

31 ทิปพื้นฐานสำหรับการเขียนข้อความโฆษณาเพื่อเพิ่ม CTR ให้สูงขึ้น คุณ zTop

1. Use Targeted Keyword in Ads – ให้ทำการใส่คีย์เวิร์ดของคุณลงไปในข้อความโฆษณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรทัดแรก นอกจากนี้ตำแหน่งของคีย์เวิร์ดบนข้อความโฆษณาก็มีผลต่อการคลิกอีกด้วย ผมแนะนำให้วางคีย์เวิร์ดไว้ที่บรรทัดที่ 1 และ 2 เป็นหลัก

2. Use Questions for Curiosity – ให้เขียนข้อความโฆษณาในลักษณะการตั้งคำถาม เช่น Want to make $10,000 in one hour? เป็นต้น

3. Offer Instruction – การเขียนข้อความโฆษณาในลักษณะการเชิงคำสั่ง เช่น Maximize Adwords profits in 5 simple steps, Clean your virus in 10 minutes เป็นต้น

4. Sell Benefits – ให้เน้นไปที่ประโยชน์ของสินค้าบนข้อความโฆษณา อย่าลืมว่า Benefits Sell แต่ Feature Tell!

5. Tell A Story – การเขียนข้อความโฆษณาในเชิงลักษณะบอกเล่าเรื่องราว เช่น How I made $10,000 in one hour เป็นต้น ผมแนะนำว่าให้เน้นไปที่ตัวคุณเองเพื่อเป็นเพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้าง Creditability ของคุณเอง

6. Divulge Information – เป็นการเขียนข้อความโฆษณาในลักษณะที่มีคุณรู้อยู่เพียงคนเดียว เช่น The Mystery of Beating Google Adwords เป็นต้น ผมเชื่อว่าการเขียนข้อความโฆษณาในลักษณะนี้เป็นการสร้างแรงกระตุ้นในเรื่อง ของความอยากรู้อยากเห็น

7. Claim Unbelievable Stuff – แน่นอนว่าวิธีการเขียนข้อความโฆษณาแบบนี้คุณจะได้ค่า CTR มากขึ้นแน่นอน แต่ผมแนะนำว่าให้ระวังว่าจะเป็นการโฆษณาเกินจริงนะครับ เช่น How I made $10,000 in one hour เป็นต้น

8. The “Free” Word – เป็นการใส่คำว่า Free ลงในข้อความโฆษณาของคุณ

9. Trust – เป็นการเขียนข้อความโฆษณาเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยการอ้างอิงถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงและสำคัญๆ โดยคุณอาจจะใช้คำว่า Recommend by…, Forward by…, Refer to…เป็นต้น

10. Compare Words – การเขียนข้อความโฆษณาในลักษณะนี้ก็อาจจะเพิ่มค่า CTR ได้อย่างมาก โดยการเขียนในลักษณะเปรียบเทียบ เช่น Cheaper Than Wal Mart หรือ Better Than Amazon เป็นต้น นอกจากนี้ผมยังแนะนำให้คุณลองใช้คำว่า versus, vs ในข้อความโฆษณาของคุณอีกด้วยนะครับ เช่น Wal Mart Vs. Amazon เป็นต้น

11. The Three Dots – เป็นการใช้ ... ในข้อความโฆษณาของคุณ โดยแสดงให้เห็นว่าข้อความโฆษณาของคุณยังไม่หมด เพื่อสร้างแรงกระตุ้นในการคลิกโฆษณานั่นเอง

12. Power of “Secret” Word – ให้ทำการใส่คำว่า Secret ลงบนข้อความโฆษณาของคุณ เพื่อนสร้างแรงกระตุ้นในการคลิกข้อความโฆษณาสินค้านั่นๆ เช่น $1 Million Secrets Revealed All! เป็นต้น

13. Include “You Need To” Word – ให้ทำการใส่คำว่า You Need To บนข้อความโฆษณาของคุณ

14. Keyword in Different Order – ให้ทำการทดสอบการเขียนข้อความโฆษณาด้วยการสลับคำเช่น Meditation Music และ Music for Meditation จากการทดลองแบบหลังให้ผลที่ดีกว่า

15. Capitalization – ให้ทำการใช้ตัวอักษรใหญ่สำหรับคำทั่วๆไป แต่ใช้ตัวอักษรเล็กสำหรับ a, an, the, is, on, etc. เป็นต้น เช่น How to Earn Big Money in 30 Days!

16. The “Exposed” Word – ให้ทำการใช้งานคำว่า Exposed บนข้อความโฆษณาของคุณ

17. Repetitive Keywords – การใช้คำซ้ำบางครั้งก็อาจจะให้ผลได้ดีเหมือนกัน โดยคุณอาจจะใช้คีย์เวิร์ดของคุณซ้ำในบรรทัดที่ 1, 2 และ 3 ตามลำดับ

18. Stay away “Buy” Word – หลีกเลี่ยงคำว่า Buy บนข้อความโฆษณา โดยเฉพาะ Headline ก็อาจจะให้ผลได้ดีเหมือนกันเพราะว่านักช๊อปปิ้งทั้งหลายอาจจะไม่อยากรู้สึก เหมือนว่าถูกบังคับให้ซื้อสินค้า

19. Power of “Download” Word – ทดลองใส่คำว่า Download ลงบนข้อความโฆษณา

20. Power of “How to” Word - ทดลองใส่คำว่า How to ลงบนข้อความโฆษณา

21. Time, Time, Time – พยายามระบุเวลาลงบนข้อความโฆษณาของคุณ เช่น Today, Now, Expired Today เป็นต้น เช่น Save 50% Today, Sign up Now เป็นต้น

22. Remove Common Words – พยายามกำจัดคำที่ไม่เกี่ยวข้องอย่างคำว่า a, an, the, in, of ออกไปให้หมด เพื่อเพิ่มพื้นที่บนข้อความโฆษณาของคุณ

23. Think as a Google Searcher – ให้พยายามนึกถึงคนที่กำลังค้นหาว่าพวกเค้ากำลังค้นหาอะไร และอะไรคือสิ่งที่พวกเค้าเหล่านั้นต้องการ เช่น How to loss fat, How to make money เป็นต้น

24. Call to Action Phrase – อันนี้แน่นอนครับว่าจำเป็นต้องมีในข้อความโฆษณาของคุณ เช่น Buy Now, Order Today, Join Now เป็นต้น โดยผมแนะนำให้ใส่ไว้ในบรรทัดที่ 3 เพื่อเป็นการสร้างแรงกระตุ้นแก่ผู้พบเห็นและมักจะใช้ได้ดีในบรรทัดที่ 3 นี้

25. Include Company Name in Your Ads – ถ้าเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จัก ผมแนะนำให้คุณทำการใส่ชื่อบริษัทไว้บนบรรทัดที่ 1 แต่ถ้าเป็นบริษัทที่ไม่มีชื่อเสียงนั้นผมไม่แนะนำให้ใช้งานนี้

26. Prices in Case is Competitive – ถ้าเป็นสินค้าที่มีการแข่งขันสูง การใส่ราคาลงบนข้อความโฆษณานั้นจะส่งผลดีต่อ CTR

27. Research Your Niche Advertisers – คุณอาจจะทำการ Spy Competitors เพื่อค้นหาข้อความโฆษณาที่สร้างผลกำไรได้ ซึ่งคุณอาจจะทำการ Spy ผ่านเครื่องมือต่างๆเช่น Keyword Elite, SpyFu, KeyCompete เป็นต้น

28. Friendly Competition – อีกวิธีหนึ่งในการเพิ่มค่า CTR ก็คือให้ลองสอบถามพ่อแม่พี่น้องหรือญาติเกี่ยวกับสินค้าที่กำลังโฆษณาอยู่ ซึ่งหลายๆครั้งคุณจะได้คีย์เวิร์ดและคำที่ดีมากๆสำหรับการเขียนข้อความโฆษณา

29. Endorsement and Testimonials – การอ้างอิงถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงในการโฆษณาสินค้า เช่น อ้างถึง Tiger wood เมื่อคุณทำการโฆษณาสินค้าประเภทกอล์ฟ เป็นต้น

30. Free Stuff or Discount Stuff – คุณอาจจะใส่คำว่า Free หรือ Discount ต่างๆสำหรับนักช๊อปปิ้งที่กำลังมองหาของฟรีหรือส่วนลด เช่น Free Shipping, Save 50% Off เป็นต้น

31. Tiny Change – ให้ทำการทดสอบการเขียนข้อความโฆษณาโดยการเปลี่ยนแปลงที่ละอย่าง"

31 ทิปในข้างต้นนี้ผมเชื่อว่าเป็นพื้นฐานสำหรับเพื่อนๆในการเขียนข้อความโฆษณา ซึ่งผมได้นำทิปต่างๆมากจาก http://www.googlelady.com/416/10-killer-headline-adwords-tips/

นอก จากนี้เวลาที่เพื่อนๆเขียนข้อความโฆษณานั้น ผมแนะนำให้เพื่อนๆคำนึกถึง ลักษณะของสินค้า คุณสมบัติของสินค้า และควรคำนึกถึงเรื่องของ Location อีกด้วย เช่น Cheap Web Hosting UK, Golf Training Course in Florida เป็นต้น

สรุปแล้วหลักการง่ายๆของการเขียนข้อความโฆษณาก็คือการเขียน ข้อความโฆษณาให้สอดคล้องและสัมพันธ์กับคีย์เวิร์ดและหน้า Landing Page โดยเน้นไปที่ความง่ายต่อการอ่านและเข้าใจ เพราะอย่าลืมว่านักช๊อปปิ้งส่วนใหญ่นั้นจะทำการ Scan (การกวาดสายตาเพื่อมองหาสิ่งที่กำลังค้นหาอยู่) อย่างคราวๆอย่างรวดเร็วมากกว่าการอ่านทีละคำ นอกจากนี้จากประสบการณ์ของผมโดยตรง Display URL มีผลต่อการเพิ่มค่า CTR อย่างมากด้วย สังเกตุง่ายๆครับว่าถ้าเป็น Display URL ที่เรารู้จักอย่า Amazon, eBay หรือ Google นั้น โอกาสที่ข้อความโฆษณาจะถูกคลิกนั้นมีสูงมาก

บล็อกของนาย จ.จื้อ

สงสัยมานานแล้วครับการใช้ Broad Match

ไม่ทราบว่าใครได้ใช้ Broad match ในการทำ PPC บ้างไหมครับ ปกติผมใช้แต่ phrase กับ exact match

แต่ broad match มีวีธีใช้ยังไงครับ สำหรับ Adwords ในเมื่อถ้าเราใช้แล้ว IMPR จะเยอะมาก แล้วอาจจะทำให้ CTR ต่ำและทำให้ QS ต่ำ
แล้ววิธีใช้ให้เป็นประโยชน์ทำยังไงครับผม ผมสงสัยมานานแล้ว มันมีไว้ทำไร

มีใครสงสัยเหมือนผมมั่งไหม
Huh?
ลองเอา kw ที่ทำกำไร มาทำ broad ดูนะครับ แล้วสองสามวัน genreport มาดูครับว่า
คำไหนของ broad ที่ส่งไปแล้วทำกำไรให้เรา เราก็เอาคำนั้นมาทำ exact ครับ
สำหรับผม broad เอาไว้หา kw ทำเงินครับ

Cheesy

บล็อกของนาย จ.จื้อ

ว่าด้วย Quality index (Quality Score) Butterfly, พี่พราน

มันคือช่องว่างระหว่างมือใหม่ กับมือ "เก๋า" ใครที่ยังทำไม่ได้โอกาสเข้าไปสู้มีน้อยครับ อาจเจ็บเอาง่ายๆ

สำหรับ YSM qi มีผลกับ cpc ของเราอย่างยิ่งครับ ถ้า ยังไม่เต็มหลอด อย่าพึ่ง bid สู้ครับ รอสักวันสองวันให้ มันมี qi โผล่มาก่อน แล้วค่อยบิดสู้นะครับ ผมเคยเลือดสาดกับการ bid สู้ตั้งแต่ ต้นมาแล้วครับ นอกจากค่า bid ไม่ลดแล้ว มันยังกินไปเต็ม ๆ ที่เราบิดอีก แต่พอมี qi ปุ๊บบิดลดทันที ส่วนเรื่อง max cpc ของ ที่ต่ำกว่าเรา + 0.01 นั้น อยากให้คนที่มีหลาย account ลอง bid ต่ำ ๆ แล้วก็ สูง ๆ สัก 2 อันใน kw ที่ไม่มีใครใช้แล้วลอง click เอง ดูผลลัพธ์เลยครับ แล้วจะรู้ว่า การเสียต่ำ ๆ นั้น ขึ้นอยู่กับ qi เลยล่ะครับ (สำหรับ ysm นะครับ)




บล็อกของนาย จ.จื้อ

อ้า.... ค่า CTR มีผลอย่างไร ... พี่พราน

CTR เป็นตัวเลขที่บอก คุณภาพของ AD Text เราได้อย่างชัดเจนที่สุด
เห็นไหมครับว่าแสดงถึง 181 ครั้งแต่ คลิกแค่ครั้งเดียว ทำให้ได้ CTR แค่ 0.55%
ซึ่งหมายความว่า คนเห็น Adtext เรา แล้วไม่โดน ก็เลยไม่คลิก
ลองปรับปรุง คุณภาพของ adtext ดูสิครับ ถ้า ctr ไม่กระเตื้องขึ้น ก็แสดงว่า
มี kw ที่ imp เยอะ แต่ไม่มีคลิกเยอะ ดังนั้นถ้าเราอยากให้ ctr เราดี ๆ เราก็จัดการทำดังนี้ครับ

1. ปรับปรุงคุณภาพ adtext ให้มีความเกี่ยวข้องกับ landing page และ keyword ให้มายิ่งขึ้น
2. ทำการลบ keyword ที่มีแต่ imp แต่ไม่มี ctr ออกไป ก็จะทำให้ ctr เราเพิ่มขึ้นครับ เพราะเมื่อ ads แสดงน้อยลง แต่ click เท่าเดิม ctr ก็เพิ่มถูกไหมครับ
3. ถ้าเสียดาย keyword ที่ลบไป ก็เอา keyword ที่ลบไปน่ะ ไปสร้าง adgroup ใหม่ครับ ตั้งชื่อ adgroup ตาม ตัว keyword เลย
และ ใน adgroup นั้นก็เอา keyword ที่พึ่งลบไป ไปใส่ซะ ถ้าเราทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ctr ของเราจะดีเองครับผม
เชื่อไหม บาง campaign ของผมมี adgroup เป็นร้อย adgroup เลยครับ

แล้วมาถึงคำถามที่บอกว่า CTR สำคัญอย่างไร
ขอตอบเป็นข้อ ๆ ดังนี้นะครับ
1. ถ้า CTR ดีหมายความว่า คนคลิกแอดเราเยอะขึ้น นั่นก็หมายความว่า adtext เรามีคุณภาพดีไปด้วย
2. ถ้าคน click ad เราเยอะขึ้น มันดียังไง เพราะเราต้องเสียเงินมากขึ้น ถูกครับ เสียเงินมากขึ้น แต่โอกาสที่คนเหล่านี้คลิกเข้าไปแล้ว จะซื้อของเราก็มีมากยิ่งขึ้นไปด้วย ดังนั้น ยิ่ง ctr สูง โอกาสขายของได้ ก็มีสูงไปด้วยครับ ยิ่งเขียน ad โดน ๆ ตรงความจริงที่เราขายด้วยแล้วล่ะก็ ถ้า ctr สูง โอกาสประสบชัยชนะก็มีสูงครับ จำไว้ครับ ยิ่ง ctr ดี conversion rate เราก็จะดีตามไปด้วย (conversion rate คืออัตราคนซื้อต่อจำนวนคน click ครับ)
3. เชื่อไหมว่า PPC engine ทั้งหลายแหล่ ชอบคนที่ ctr สูง ๆ ครับ เมื่อใดก็ตาม ที่เรามี ctr สูง ๆ รายจ่ายเราต่อคลิกก็จะลดลงไปเรื่อย ๆครับ เพราะ search เค้าชอบคนที่จ่ายน้อย ๆ แต่จ่ายเยอะ ๆ มากกว่าคนที่จ่ายแพง ๆ แต่ไม่ค่อยได้จ่ายครับ ดังนั้นถ้า ctr เราสูงเมื่อไร จำนวนรายจ่ายต่อคลิกก็จะลดลงด้วยครับ ซึ่งตรงนี้แต่ละ search engine มีวิธีคิดที่ต่างกัน แต่หลัก ๆ คือ ถ้า ctr สูง ได้เปรียบครับ

รายละเอียดเอาไว้ว่ากันในห้องแห่งความลับนะครับ Cheesy

บล็อกของนาย จ.จื้อ

ทำไมผมบิดแพงจัง Pook

ทำการโฆษณากับ YSM ไปขายพวก gps + กล้อง

เจอบิตแต่ละตัว 0.7 - 1.5$

ตอนนี้เสียไปประมาณ 100$ = 154 clicks

แต่ยังขายสินค้าที่โฆษณาไม่ได้เลย Sad

เห็นคนอื่นบิตกันได้ที่ 0.05 - 0.3 $ Cry


ก็เล่นตลาดแรงนี่ครับ มันก็ต้อง bid สูงเป็นธรรมดา สำหรับ Account ที่ใหม่ ๆ
ส่วนคนที่ Account นานแล้ว จะสามารถ bid ได้ต่ำ ยิ่งคนที่สร้าง Account
ที่มี Quality Score ดี ๆ นั้นจะสามารถจ่ายค่า click ได้ต่ำลงไปอีก

แล้วที่เสียไป $100 = 154 click นั้น ทำไมถึงได้ปล่อยให้มันไหลไปถึงขนาดนั้นได้ล่ะครับ
ปกติในการทดสอบสินค้าเราต้องคำนวณค่า Max Bid ก่อนและกำหนด Daily Budget เท่าที่
เรายอมรับได้ในการทดสอบสินค้านั้น ๆ แล้วในการทดสอบสินค้าใหม่ ๆ ปกติเราควรดูที่ 20 click ถ้าขายได้ ก็ถือว่าเป็นสินค้าที่มีแววทำเงิน ก็นำมาหา kw ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม รวมถึงทำการ
Split Test, Tracking kw และ Monitor อย่างใกล้ชิด

ถ้ายังขายไม่ออก เราก็อาจจะทดสอบต่อไปถึง 50 click ว่าขายได้หรือไม่ ถ้าเราคิดว่าเราวิเคราะห์
ขั้นตอนต่าง ๆ ที่กล่าวมาดีแล้วไม่ว่าจะราคาถูกกว่า สินค้ามีความนิยมพอสมควร รวมถึงได้ทำการคัด kw และดูคู่แข่งของ kw ที่ใช้มาดีแล้ว

แต่ถ้า 50 click แล้วยังขายไม่ออก แล้วราคา bid ที่ใช้สูงพอสมควร เป็นผม... ผมจะถอยดีกว่า
แต่ถ้าราคา bid ที่ใช้ เมื่อครบ 50 click แล้วยังขายไม่ได้ และสามารถปล่อยไปถึง 100 click ได้
โดยค่าโฆษณายังอยู่ในกรอบของ ค่าที่คำนวณได้จากค่า Max Bid ผมก็จะปล่อยไปถึง 100 click
ถ้ายังขายไม่ได้ก็ทิ้งไปเลยครับ หาตัวอื่น ๆ มาทำแทน แต่ถ้าขายได้ก็ทำการหา kw ที่เกี่ยวข้องเพื่อทำการโฆษณาและทดสอบ kw ในขั้นตอนที่สูงขึ้นต่อไป

นี่ปล่อยไปตั้ง 154 click ในขั้นทดสอบสินค้า มั่นใจขนาดนั้นเลยหรือครับว่าจะขายได้
ได้ตรวจสอบราคา ความนิยมของสินค้า และคู่แข่งการทำโฆษณาในแต่ละ kw ที่ใช้ก่อนทำหรือเปล่า ?

ในกรณีนี้ขาดทุนยับ ไปหาสินค้าตัวอื่น ๆ มาทดสอบต่อไปดีกว่าครับ และต้องยึดหลักในการวิเคราะห์ตลาดและสินค้าอย่างเคร่งครัด ห้ามคิดเอาเองเด็ดขาดว่า สินค้าตัวนี้น่าสนใจ น่าจะขายได้ เราต้องขายสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาด ราคาถูกกว่าคู่แข่ง ไม่ใช่สินค้าที่เราอยากขายเพราะคิดว่ามันน่าจะขายได้

และการที่คนอื่น ๆ bid ได้ต่ำ ๆ มันมาจากหลายปัจจัย แต่ที่สำคัญก็คือ Quality Score ของโฆษณาที่เราทำ
High Quality Score = Low Cost Per Click

เมื่อทดสอบตามขั้นตอนที่ว่ามาแล้วเจอสินค้าและ kw ทำเงิน ก็จัดการแยก kw ทำเงินนั้น ๆ
มาทำ 1 kw / 1 adgroup เพื่อเพิ่ม Quality Score และจะทำให้เราสามารถลดต้นทุนเพิ่มผลกำไรได้ดียิ่งขึ้น

ลองทบทวนดูสิครับว่าเราผิดพลาดในขั้นตอนไหน ค่อย ๆ พิจารณาให้ดี ๆ แล้วเริ่มต้นใหม่
ทำตามหลักการที่มีแนะนำไว้ ในบอร์ดนี้ก็มีความรู้และประสบการณ์ในการทำ Affiliate Marketing มากมาย

สู้ ๆ ครับ อย่าล้มเลิกกลางคัน แค่รู้จักกับการทำ Affiliate Marketing ก็ถือว่ามาเจอประตูขุมทรัพย์แล้วครับ
อยู่ที่ว่าจะสามารถถอดรหัส ปลดล๊อคของประตู เพื่อเข้าไปสู่ขุมทรัพย์ข้างในได้เปล่า... เท่านั้นเอง

Smiley

P@^_^@K

บล็อกของนาย จ.จื้อ

การเขียน Title ให้กับสินค้าแต่ละประเภท พ่อแพร

Product Type : Clothing
Title Format : Brand >> Style / Color / Material >> Gender >> Clothing Type
Example Title : Eddie Bauer Blue XL Tall Long Sleeve Men's Straight-Collar Oxford Shirt

Product Type : Electronics
Title Format : Brand >> Model Number >> Style / Color >> Product Type
Example Title : Apple iPOD Touch (MA627LL / A) Black 16GB Wi-Fi Digital Video / MP3 Player

Product Type : Furniture
Title Format : Brand >> Series >> Style / Color / Material >> Furniture Type
Example Title : South Shore Lexington Collection Dark Mocha Queen Size Platform Bed

Product Type : Movie
Title Format : Title >> Year >> Author / Artist / Director >> Format Type
Example Title : Swingers (2002 Miramax Collector's Series) ~ Jon Favreau, Vince Vaughn, and Ron Livingston (DVD)

Product Type : Musical Instrument
Title Format : Brand >> Style / Color / Material >> Series >> Instrument Type
Example Title : Fender American Deluxe (HSS) Black Stratocater Electric Guitar

Product Type : Wine
Title Format : Winery >> Year >> Region >> Wine Type
Example Title : Etude 2008 Carneros Estate Grown Pinot Noir Wine

บล็อกของนาย จ.จื้อ

ถ้าหากเราต้องการประสบความสำเร็จแล้ว เราต้องหมั่น Tracking และ Testing ครับ พี่ำพราน

นั่นคืออะไร

1. Tracking คือการตรวจสอบและติดตามผลอย่างใกล้ชิด ว่า Keywords ไหนทำเงินหรือไม่อย่างไร
เราต้องรู้ทุกอย่างครับว่า KW นี้ส่งไปแล้ว เสียแต่ click แต่ไม่มี Conversion กลับมาเลย หรือ KW นี้
ส่งไปแล้ว 10 click ซื้อ 1 ซึ่งเราต้องละเอียดกับตรงนี้มาก ๆ เพราะว่าเราสามารถนำผลลัพธ์ที่ได้ มาขยายผล
หา kw ที่เกี่ยวข้องกับมันได้เยอะขึ้น และ เมื่อได้ kw เยอะขึ้นก็แสดงว่าผลกำไรเราต้องเยอะขึ้นตามครับ

2. Testing คือการทดสอบอย่างระมัดระวังและเป็นระบบ นั่นคือ เราจะต้องทดสอบทุก อย่างครับ ไม่ว่าจะเป็น
KW แบบ broad, phrase หรือ exact ดูว่า kw แบบไหนทำเงินให้เราได้มากที่สุด มีสถิติเป็นอย่างไร
เราจะได้ รุกได้ ถอยได้ อย่างเป็นระบบ เช่น kw แบบ exact สามารถทำเงิน ให้เราได้มากที่สุด เราก็ส่งกำลัง
บำรุงให้มันเยอะ (bid แพง ๆ ขึ้น) หรือ kw แบบ broad ทำให้เสียเงินมากที่สุด ก็อาจจะตัดท่อน้ำเลี้ยง
ไปเลย (ลบ kw นั้นทิ้ง) หรือว่า การทดสอบ Adtext เราจะต้องหา Adtext ที่ทำกำไรให้กำเรามากที่สุด
CTR มากที่สุด จะต้องทำ A/B Testing หรือ Split Testing ให้ตลอด คอยดูสถิติว่าเป็นอย่างไร
ซึ่งตรงนี้เป็นงานที่เหนื่อยและหนัก แต่ผลตอบแทนออกมาคุ้มค่าแน่นอนครับ

้ถ้าเพื่อน ๆ ยึดหลักสองประการข้างต้นแล้ว ผมว่าไม่ว่าจะใช้เทคนิคไหน ก็จะเดินทางมาสู่เป้าหมายเดียวกัน
นั่นคือ ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ครับ

ทางเดินเริ่มต้นมีมากมาย แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่พวกเราต้องการคือ ผลกำไร ครับ ดังนั้น ขอให้เพื่อน ๆ พิจารณา
เอง และทดสอบด้วยตัวเองครับ ว่าวิธีไหน เหมาะสมกับตัวเราที่สุดครับ

สู้ ๆๆๆ หรือยอม....แพ้!

บล็อกของนาย จ.จื้อ

เกร็ดเล็กๆน้อยๆที่คุณมองข้าม

เราจะเริ่มต้นในการทำ Affiliate ยังไงดี
ขอบคุณมากครับ สำหรับคำถาม... เริ่มแรกที่เราจะต้องทำ หลายๆคนที่ผมเห็น(จากการนั่งซุ่มดู) สิ่งแรกที่ทำกันก็คือ หาสินค้าที่จะทำการโปรโมท จริงๆแล้วมันก็ใช่ครับ เพราะต้องทำแบบนี้อยู่แล้ว แต่ว่าเพื่อนๆลืมอะไรไปรึเปล่าครับ ลืมทำการบ้านกันรึเปล่า(ไม่ใช่การบ้านแบบที่ทำกันกับแฟนที่บ้านนะครับ) การบ้านนี้ก็คือ "วิจัยตลาด" นั่นเองครับ

แล้วไอ้การวิจัยตลาดมันคือ อะไรล่ะ พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือว่า เราต้องดูก่อนว่า ก่อนที่เราจะขายอะไรสักอย่าง เราก็ต้องดูก่อนใช่มั๊ยครับว่า ของที่เราจะขาย มันขายดีรึเปล่า ตอนนี้ความต้องการสินค้าในตลาดมีมากรึเปล่า

ยกตัวอย่างให้ดูกันครับ อันนี้เอามาจากชีวิตจริงครับ
ที่ โรงงานแห่งนึง(ไม่ขอเอ่ยชื่อครับ) ส่วนมากโรงงานก็จะมีสาวโรงงานซะส่วนมาก และลองนึกดูนะครับว่า สิ่งที่จำเป็นมากๆ สำหรับผู้หญิงทุกคนคืออะไร ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก

1. แป้งทาหน้า(นิสัยผู้หญิง ต้องสวยไว้ก่อน)
2. เครื่องสำอางค์
3. ผลไม้(นิสัยผู้หญิงชอบกินอะไรจุกจิกมากกว่าผู้ชาย)
4. แล้วก็อะไรอีกมากมาย ที่ผู้หญิงจำเป็น ก็ลองนึกๆกันดูแล้วกันนะครับ

แต่ ว่าที่ขายดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ(ย้ำครับว่ามากๆๆๆๆๆๆๆๆ) และแทบจะหาของไม่ทันด้วย แถมไม่มีคู่แข่งมาแย่งขายอีก เพราะมีแต่คนคาดไม่ถึง และไม่มีคนคิดอยากจะขายด้วย สินค้าตัวนี้ มีความต้องการสูงมาก เพราะจำเป็นสำหรับผู้หญิง ผู้หญิงทุกคนต้องซื้อ ไม่ต่างอะไรกับน้ำมันเลยทีเดียว ราคาแพงแค่ไหนก็ต้องซื้อ แถมขายได้ตลอดเวลา ไม่บูดเน่า ไม่เสีย ให้ทายครับว่ามันคืออะไร
.
.
.
.
.
.
มันคือ ผ้าอนามัย ครับ

ผู้หญิง คนไหนบ้างไม่เป็นประจำเดือน (ยกเว้นคนท้อง และคนแก่ที่หมดประจำเดือนแล้ว แต่ในโรงงานก็คงจะไม่ค่อยได้เห็นกัน) แถมไม่ค่อยมีคนอยากจะขายอีกต่างหาก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เพราะฉนั้น คู่แข่งน้อยอีกต่างหาก แล้วก็ขายดีอีกต่างหาก

ต่อไปเราก็ต้องดูว่า คู่แข่งในตลาดของเราเป็นยังไง
ขอบ คุณสำหรับคำถามที่สองครับ... อันนี้ถ้าใครดูหรือว่าชอบเกี่ยวกับพวกการตลาด หรือว่าดูรายการทีวีพวก Money Chanel บ่อยๆก็คงจะเคยได้ยินคำว่า "Niche Market"

Niche Market คืออะไร มันก็คือ ตลาดที่มีคู่แข่งน้อย แต่มีความต้องการในตัวสินค้าหรือบริการมาก สำหรับตอนนี้ตลาดที่ Niche ของโลกก็คือ "ผลิตภัณฑ์เกษตรที่ไม่พึ่งพาสารเคมี" อันนี้กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดมากๆครับ เพราะว่ายุดใหม่ๆนี่คนเราหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น (เคยมีคำกล่าวที่ว่า "เสียเงินนั้นเป็นเรื่องใหญ่อย่างยิ่ง แต่เสียชื่อเสียงล่ะก็ คุณจะหาเงินได้ยากขึ้น แต่ถ้าคุณเสียสุขภาพ คุณจะไม่มีโอกาสที่จะมีทั้งเงินและชื่อเสียงเลย")

และสินค้า ผลิตภัณฑ์เกษตรที่ไม่พึ่งพาสารเคมี ตอนนี้มีน้อยมาก แต่คนต้องการเยอะ เพราะว่าหลายๆประเทศไปให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีมากกว่าการเกษตร จึงไม่ค่อยมีพื้นที่เพาะปลูกเท่าไหร่ และประเทศที่มีศักยภาพในการเพาะปลูกสูงในโลก ก็มีน้อย (ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพทางการเพาะปลูกสูง แต่ไม่รู้ว่าท่านผู้บริหารประเทศกำลังทำอะไรกันอยู่ ถึงไม่ให้ความสำคัญ)

ส่วน เรื่องราคาน่ะเหรอ "ผลิตภัณฑ์เกษตรที่ไม่พึ่งพาสารเคมี" แพงกว่าสินค้าเกษตรที่พึ่งสารเคมีประมาณ 1 เท่าตัวเลยทีเดียว(อันนี้ผมจำไม่ได้ครับ ถ้าผิดขออภัย)

เป็นยังไงบ้างครับ พอจะมองการวิจัยตลาดออกรึยังครับ

เมื่อเรารู้แล้วว่าเราจะขายอะไร คู่แข่งเป็นอย่างไร แต่อย่าลืมว่าธุรกิจแต่ละประเภท มีรายละเอียดปลีกย่อยไม่เหมือนกัน
ลอง ยกตัวอย่างง่ายๆครับ "ทำไมก๋วยเตี๋ยวแต่ละร้าน ขายดีไม่เหมือนกัน ทั้งๆที่มันก็เป็นก๋วยเตี๋ยวเหมือนกัน" นั่นเป็นเพราะอะไร ก็เพราะรายละเอียดปลีกย่อยๆเล็กๆน้อยๆไงครับ

หลายๆคนคิดว่า อ๋อ แค่ขายก๋วยเตี๋ยวก็มีแค่ เตรียมน้ำซุป แล้วก็ซื้อเส้นมา เอาไว้ลวก แล้วก็หาลูกชิ้นๆอร่อยๆเอาไว้ก็แค่นั้นเอง

ลอง คิดดูนะครับว่า ถ้ามันเป็นแบบที่ผมกล่าวไว้ข้างบน ทำไมจะต้องมีคนไปเสียเงินซื้อสูตรการทำก๋วยเตี๋ยวแพงๆ ทั้งๆที่วิธีการทำ ไปหาหนังสืออ่านเอาก็ได้


และนี่ก็เป็นที่มาของ เทคนิค รายละเอียดปลีกย่อย ที่ผมรวบรวมมาไว้ให้เพื่อนๆได้อ่านกันครับ

สุดยอดเทคนิคการทำ Affiliate ให้สำเร็จ

1. พยายามใส่ Keywords ไว้ในตัวโฆษณา - เราจะต้องแสดงให้กับผู้ที่ค้นหารู้ว่าตัวโฆษณาของเรานั้นสัมพันธ์กันกับสิ่ง ที่เค้ากำลังค้นหาอยู่ โดยใส่ Keywords ไว้ในตัวโฆษณาของเราด้วย เพราะว่าทาง Google จะแสดงคีย์เวิร์ดนั้นเป็นตัวหนา แล้วก็จะทำให้ตัวโฆษณาของเราเด่นกว่าของคนอื่นครับ

2. ใช้ Keywords ในแต่ละ Group ไม่มาก - การที่เราใช้ Ad Group แค่ตัวเดียวโดยที่มี Keywords เยอะๆประมาณ 1,000 – 2,000 ตัว ไม่เป็นการดีครับ เพราะว่ามันจะทำให้เรามี CTR ที่ต่ำ แล้วก็จะยากต่อการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ทางที่ดีควรจะแยก Keywords ที่คล้ายๆกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน และถ้าหากทำแบบนี้แล้วก็จะสามารถทำตามเทคนิคข้อที่ 1 ได้ด้วยครับ (อันนี้อาจจะแย้งกับแนวคิดของคุณ ASIRAM แต่ก็แล้วแต่เทคนิคของแต่ละคนนะครับ)

3. ใส่ Bid ในตอนเริ่มโฆษณาให้สูงๆ - เนื่องจากว่าทาง Google นั้นจะจัดอันดับโฆษณาจากราคา Bid และ CTR การที่จะทำให้ CTR ของเราสูงขึ้นจะต้องใส่ราคา Bid ในตอนเริ่มทดลองสินค้าตัวใหม่ให้สูงๆก่อน เพื่อที่จะให้โฆษณาของเราอยู่อันดับ 1 – 8 จากนั้น CTR ของเราจะสูงขึ้นแล้วก็ CPC ของเราจะลดต่ำลงเองครับ

4. ตั้งอัตราค่าโฆษณาต่อวันให้สูงกว่าที่ทาง Google แนะนำ - ถ้าเราตั้งค่าโฆษณาต่อวันน้อยเกินไป โฆษณาของเราอาจจะแสดงไม่ตลอดทั้งวัน และแน่นอนครับเมื่อลูกค้าที่กำลังต้องการสินค้าที่เราขายอยู่เข้ามาแล้วไม่ เจอโฆษณาของเรา เราก็จะเสียโอกาสนี้ไป วิธีการลดปริมาณการคลิกจากกลุ่มคนที่ไม่ต้องการซื้อของจริงๆ ก็ให้เราใช้ Nagative Keywords , Exact Matches, และกำหนดประเทศในการแสดงโฆษณา

5. หลีกเลี่ยง Keywords ที่มีการแข่งขันสูง - อย่าเสียเงินโดยใช่เหตุโดยการใส่ Bid สูงๆกับ Keywords ที่มีการแข่งขันกันเยอะ ให้เราหา Keywords ที่มีคนค้นหาน้อย แต่หลายๆ Keywords ดีกว่าครับ(long tail?) เพราะว่า Keywords ที่มีคนค้นหาน้อยแต่ว่าหลายตัว ก็จะเท่ากับหรือมากกว่า Keywords ที่มีคนค้นหาเยอะแค่คำเดียว แถมยังมีราคา Bid ถูกมากๆครับ

6. ตั้งราคา Bid ใน Exact Matches Keywords ให้สูงกว่า Keywords แบบอื่น - ให้เราใช้ Exact Matches Keywords ร่วมด้วยกับ Matches แบบอื่นๆ แล้วก็ตั้งราคา Bid ให้สูงกว่าแบบอื่นเล็กน้อย เพราะว่า Google จะให้ความสำคัญกับ Exact Matches Keywords มากกว่า Matches แบบอื่นใน Keywords เดียวกัน เช่นใน group หนึ่งเราตั้งราคา Bid ไว้ที่ 0.10 เราก็กำหนดให้ Bid ของ Exact Matches Keywords เป็น 0.25

ตัวอย่าง
[online casino] ** 0.25
“online casino”

7. ใช้ Negative Keywords - ad-copy ของเราจะไม่แสดงถ้าเกิดว่าการค้นการมี Negative Keywords อยู่ด้วย ให้เราใส่ Negative Keywords ไปด้วย เพราะว่ายิ่งมี Negative Keywords มากเท่าไหร่ CTR ของเราก็จะยิ่งเพิ่มมากขั้นไปด้วย เป็นการประหยัดเงิน แล้วก็ทำให้ตำแหน่งโฆษณาของเราสูงขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่นสินค้าของเรานั้นเป็นแบบ premium ก็ให้เราใส่ Negative Keywords ที่ไม่เกี่ยวกับ premium ไว้ด้วย

ตัวอย่าง
[premium web hosting] ** 0.25
“premium web hosting”
-free
-cheap
-discount

8. ใช้ Landing Pages ให้สัมพันธ์กับสินค้า - เพราะว่าถ้าหากลูกค้าคลิกที่โฆษณาแล้วไปที่หน้าที่ขายสินค้าทันที ก็จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่าย อย่าลืมนะครับว่าลูกค้าของเรามีเวลาไม่มากในการค้นหา ถ้าเค้าเจอเว็บที่ไม่เกี่ยวข้องกับความต้องการของเค้า เค้าก็จะปิดเว็บนั้นไป เราก็จะเสียโอกาส สำหรับเทคนิคการทำ Landing Pages ให้มียอดขายสูงดูที่นี่ครับ http://www.seo.in.th/webboard/index.php?showtopic=4846

9. แยกการค้นหาแบบ Search และ Content Campaigns - มีหลายๆคนที่เสียเงินโดยใช่เหตุ เพราะว่าไม่ได้แยกการค้นหาแบบ Search และ Content ส่วนมากเราจะไม่รู้และไม่สังเกตุว่า Google นั้นจะให้โฆษณาของเราไปปรากฏที่ Google Content Network ด้วย เราจะต้องปิดบริการตัวนี้หรือว่าแยกเอาไว้เป็น 2 ส่วน

10. ใช้ Ad หลายๆแผ่นแล้วนำมาเปรีบเทียบ (เทคนิค Split) - Google นั้นให้เราสร้างตัวโฆษณาหลายๆแผ่นใน Ad เดียวกันได้ ให้เราสร้างตัวโฆษณามาอย่างน้อย 2 แผ่นเพื่อที่จะได้เปรียบเทียบว่าแผ่นไหนดีกว่ากัน โดยสังเกตุจาก CTR ถ้าโฆษณาแผ่นไหนไม่ดีก็ให้ลบทิ้งแล้วก็สร้างใหม่ อาจจะแค่สลับบรรทัดหรือเปลี่ยนคำเป็นบางคำก็ได้

11. อย่าลืมใช้การ Tracking - เพราะว่าเราจะได้รู้ว่า คีย์เวิร์ดตัวไหน ที่ทำกำไรให้กับเรา และคีย์เวิร์ดตัวไหน ที่ไม่ทำกำไรให้เรา ก็ตัดทิ้งไปได้เลย ไม่ต้องเสียดาย มันจะทำให้เราเสียเงินเปล่าๆ

12. ใส่คำที่กระตุ้นให้อยากคลิกไว้ใน Headline - ให้เราเริ่มต้นด้วยคำที่กระตุ้นให้อยากคลิกเข้าไปดูเช่น “Free:, New:, Sale:, ect” แต่เราต้องเช็คด้วยว่าคำที่เราใช้นั้นทาง Google อนุญาตรึเปล่า

13. ใส่คำที่กระตุ้นให้อยากคลิกไว้ในตัวโฆษณา - ให้เราใส่คำที่ดูแล้วน่าคลิกเข้าไปเช่น “free, cheap, sale, special offer, time limited offer, tricks, you, tips, enhance, discover, fact, learn, at last, free shipping, ect.

ตัวอย่าง
* Buy Today – Save 50%
* Download Free Trial Now
* Sale Ends Tomorrow

14. ใส่คำที่ดูแล้วดูดีกว่าคู่แข่งคนอื่น - อะไรที่จะทำให้สินค้าของเราดูดีกว่าหรือแตกต่างจากคู่แข่ง ให้เราใส่ไปในข้อความโฆษณาด้วย ตัวอย่างเช่นเว็บไซต์ Amazon.com จะเขียนข้อความไว้ในบรรทัดแรกว่า “Earth’s Biggest Bookstore” นี่เป็นคำที่ดูแล้วน่าเข้าไปดูในเว็บไซต์มาก เพราะเค้าบอกว่า Amazon.com นั้นเป็นร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลก

15. เอาคำที่ไม่มีประโยชน์ออก – ตัวอย่างเช่น “a, an, in, on, it, of” อย่าใส่คำพวกนี้ลงไปในตัวโฆษณา เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองคำเปล่าๆ

16. ใส่ราคาลงไปในตัวโฆษณาด้วย – อันนี้จะเหมาะสำหรับคนที่มีงบน้อย แต่มันจะทำให้ CTR เราต่ำ แต่ผลที่ออกมาดีก็คือ เราจะมี Conversion ที่สูงขึ้น เพราะว่าจะทำให้คนที่ไม่มีศักยภาพในการซื้อไม่คลิกที่ตัวโฆษณาของเรา

17. ขึ้นต้นตัวอักษรด้วยตัวใหญ่เสมอ - ไม่น่าเชื่อใช่มั๊ยครับว่า แค่เปลี่ยนตัวอักษรตัวแรกเป็นตัวใหญ่จะทำให้ CTR เพิ่มขึ้นได้ ถ้าอย่างนั้นก็ลองกลับไปทำดูนะครับ ทั้งใน Headline, Ad-Text, Display URL

นี่เป็นตัวอย่างของ ad-copy ที่ได้ CTR 6.2% ครับ
How To Blog For Profit
Get 33 Great Ideas To Profit From
Blog Quickly, Easily - Today!
BlogProfits.com/special-offer.htm

18. เพิ่มคำว่า Free / Special / Trial ลงไปใน Display URL ด้วย - มันจะทำให้ดูเหมือนว่าหน้าเพจที่ผู้ค้นหากำลังจะคลิกเข้าไปนั้นพิเศษจริงๆ แล้วสุดท้ายก็คลิก

ใน Display URL ดูเหมือนว่าให้คลิกเข้าไปแล้วเจอหน้าที่เป็น Free Trial ครับ
Get Fresh Website Content
Instant Content For Your Website
To Use Any Way You Like. Only $7
InstantNicheNews.com/FreeTrial

19. ตัด "www" ใน Display URL ออก - จะได้มีพื้นที่เพิ่มในการทำตามข้อ 18

20. ใช้ Dynamic Keywords - สำหรับข้อนี้ให้ดูที่นี่ครับ http://www.seo.in.th/webboard/index.php?showtopic=4825

ตัวอย่าง
{KeyWord}
Get 33 Hot Ideas You Can Use Now
To Profit From Blogs - Fast. Easy.
www.BlogProfits.com/spl-offer.htm

{KeyWord}
41 Quick Ideas To Turn Your Blog &
RSS Feeds Into Money Makers -Easy
www.RSS-Marketing.com/Profits

21. เปลี่ยนคำแค่คำเดียวระหว่างการทดสอบ Split Test - ถ้าคุณเปลี่ยนคำใน ad-copy หลายๆคำพร้อมกันในระหว่างการทดสอบ จะทำให้คุณไม่รู้ว่าจริงๆแล้วคำที่กระตุ้นให้ผู้ใช้คลิกที่โฆษณานั้นคือคำ ไหน เช่นโฆษณาตัวนี้เปลี่ยนแค่คำเดียว ทำให้ CTR เพิ่มขึ้นมา 1 เท่าตัวเลยทีเดียว

ad-copy ตัวนี้ CTR = 0.4% ต้นทุนต่อคลิกอยู่ที่ $0.05
How To Be Charismatic
Dazzle Your Friends. Be The Center
Of Attention. Easy 8 Step Guide
www.EzineMarketingCenter.com/charm

ad-copy ตัวนี้ CTR = 0.2% ต้นทุนต่อคลิกอยู่ที่ $0.05
How To Be Appealing
Dazzle Your Friends. Be The Center
Of Attention. Easy 8 Step Guide
www.EzineMarketingCenter.com/charm

22. ใช้ชื่อเว็บไซต์ของคู่แข่งมาทำเป็นคีย์เวิร์ด - ชื่อเวปไซด์ที่เป็นคู่แข่งกับเวปไซด์ที่เรากำการโฆษณาและมีtraffic ดีๆครับ เนื่องจากเค้าขายสินค้าเหมือนเราและมีคนรู้จักเยอะเป็นที่นิยมสูงทำให้ชื่อ เวปไซด์ของเค้ามีคนค้นหาเยอะครับ และ เทรดมาร์คต่างๆที่มีคนค้นหาจำนวนมาก

เทคนิคต่างๆเพิ่มเติมที่มีประโยชน์
- เทคนิคการทำ Landing Page เปลี่ยนคนเข้าชมเว็บคุณให้เป็นลูกค้าด้วยวิธีง่ายๆ
- วิธีการทำ Dynamic Keywords เปลี่ยน Title ของโฆษณาตามคีย์เวิร์ดที่ลูกค้าค้นหา ทำให้โฆษณาของเราโดนใจกว่าใคร
- เทคนิคการทำให้ตำแหน่งโฆษณาของเราดีขึ้นในภายใน 5 นาที

บล็อกของนาย จ.จื้อ
 
Copyright 2009 จื้อเหว่ย. Powered by Blogger Blogger Templates create by Deluxe Templates. WP by Masterplan