Friday, February 27, 2009

ในทีสุดก็ได้กับเขาซักที $$$$$$ 2 Addinfor

Code:
อ่านแล้วยังสงสัยครับ ใช้ Buying Keyword แต่ Keyword Buy coffee.. เค้าไม่ใช้หาข้อมูลกัน
แปลว่าต้องหาคำอื่นที่เหมาะกับ KW นั้นใช่หรือเปล่าครับ แล้วอย่าง Best price , cheap, Low price, Discount พวกนี้เหมือน Kw buy xxxx... หรือเปล่าครับ


เป็นการวิเคราะห์ครับว่า สินค้าประเภท Coffee เนี่ย คนรู้แล้วว่ามันคืออะไรถูกไหมครับ เพราะฉนั้นการที่เพิ่มคำว่า Buy ลงไป
ก็วิเคราะห์ได้ว่าเค้าต้องการที่จะซื้อ ไม่ได้ต้องการที่จะหาข้อมูลเกี่ยวกับ Coffee ดังนั้น % ที่เค้าจะซื้อก็จะสูงขึ้น
กว่าสินค้าประเภทที่คนต้องการหาข้อมูล หรือต้องการรู้คุณสมบบัติ ต้องวิเคราะห์สินค้าแบบนี้ กับ KW ให้สัมพันธ์กันครับ
ก็คือ Buy coffee เค้าไม่ได้ search เพื่อต้องการหาข้อมูล อาจจะไม่ 100% แต่ก็ลดความเสี่ยงได้เยอะครับ
ยิ่งถ้าใส่ Buy+ชื่อยี่ห้อ coffee แล้วคนก็ต้องการจะซื้อสูง
การหาสินค้าประเภทอย่างนี้ขายแล้วมาวิเคราะห์ดีๆก็ทำให้ลดอะไรได้หลายๆอย่างครับ



Quote
คุณ istupid ทำใน Adword หรือ YSM ครับ ใช้ kw แบบ ชื่อรุ่น+ยี่ห้อ ไปตรง ๆ เลยหรือเปล่าครับ เริ่มแทรกเป็นรัฐ เป็นเวลาตั้งแต่แรกเลยหรือเปล่าครับ...ขอโทษน่ะครับที่ถามมาก อยากรู้น่ะครับ...

adword กับ Yahoo ครับ ใช้ adword test แล้วก็เอาตัวที่ได้กำไรไปใส่ Yahoo ครับ
แรกๆ ของผมนั้น บอกไว้แล้วครับ ว่าขาดทุนย่อยยับ ที่ผมได้เดือนนี้ก็ได้จากการเก็บข้อมูลมาทั้งสิ้น
ที่ได้กำไรมาเดือนนี้ หักเฉลียกับที่ขาดทุนไปตั้งแต่ทำมา ก็ได้กำไรแค่นิดเดียวเองครับ
เพราะฉนั้น สินค้าที่ผม test ไป ผมก็ต้องเก็บข้อมูลได้หมด ถึงได้ขาดทุนมาหมดเหมือนกัน
เอาเป็นทางลัดละกันครับ เพื่อนๆจะได้ไม่ขาดทุนเท่าผม
เพื่อนๆ ลองใช้ gg insig' ดูครับ ดูว่ารัฐไหนน่าจะขายได้ เลือกในดวงใจมาซัก 3 รัฐ แล้วใช้
google adpreview ดูคนทำโฆษณาหรือปล่าวครับ ถ้าใช้ ลอง Search ด้วย Keyword
ในรัฐที่เราต้องการทำโฆษณาดูครับ ปกติจะเจอคนที่ทำโฆษณาอยู่ด้วย ถูกไหมครับ
ลอง search ทั้ง us แล้ว add ของคนนี้ขึ้น แล้วเราก็ลอง search ดูอีกที ทีนี้ search เป็นรัฐ
ถ้าคนทำโฆษณาเฉพาะรัฐ add จะมี 5 บรรทัด จะมีชื่อรัฐในบรรทัดที่ 5 ครับ
ถ้ายังไม่มีก็ลองไปทำโฆษณาดูครับ
ปกติผมจะเริ่มอย่างนี้ไม่ได้เลือกโฆษณาหมดทุกรัฐครับ แล้วก็ค่อยๆ เพิ่มไปเรื่อยๆ + กับการเก็บข้อมูล
ทีนี้เรื่องเวลา ผมจะ Test 24 ชม. ก่อนแล้ว Track ดูแล้วค่อยๆลดเวลาที่ขาดทุน ลงไป จะเหลือแต่เวลาที่ขายแล้วได้กำไร
เรื่อง Track ยังไงนั้นลองหาดูในบอร์ดนี้ดูก็ได้ครับ มีบอกไว้หมด
ผมก็จะได้โฆษณาที่มีประสิทธิภาพ โฆษณาเฉพาะที่ๆ มันขายได้ + เวลาที่ขายได้ ตัดตัวที่ค่าโฆษณาแพงแล้วไม่คุ้มออกเหลือแต่ที่คุ้ม
เท่านั้นเองครับ แล้วก็ใช้ความไวในการทำโฆษณานิดนึงครับ เพราะ
1. ผมไม่ได้ทำโฆษณาทั้ง US แล้วก็ทำตลอดเวลา
2. สินค้าที่ผมขายผมไม่ได้สู้กับเค้าใน Red Ocean
3. ต้องผสมเล็กผสมน้อยเอาครับ สินค้าชิ้นนึงอาจจะกำไรแค่ $10 ต่อวัน หรือต่อ 2-3 วัน แต่มันก็คุ้มครับ อาศัยสินค้าเยอะ
เฉลี่ยแล้วมันมารวมกันมันก็เยอะครับ
4. การแข่งขันทำโฆษณากันมันไม่มีอะไรที่บอกได้ว่าเราจะได้กำไรตลอด Pro ๆ เซียนๆ ก็โดนกันมาหมด ผมจึงรักสงบ

เพราะฉนั้น การที่เราทำโฆษณาเฉพาะรัฐแล้วบิทมากกว่าคนที่ทำโฆษณา ก็จะทำให้ add เราขึ้นแทนที่เค้าเฉพาะรัฐนั้น
รัฐอื่นโฆษณาเค้าก็ยังขึ้นอยู่ครับ เราก็เขียน add ให้สัมพันธ์กันกับที่เราโฆษณาในรัฐนั้นลงไป CTR & QS เราย่อมดีกว่าอยู่แล้ว


คุณ Addinfor จากที่คุณบอกว่าทดสอบสินค้าหมด หน้า 1-5 ทุกตัวทดสอบมาหมดแล้ว ผมอยากถามเกี่ยวกับอัตราส่วนระหว่าง สินค้าที่ทดสอบต่อสินค้าที่ทำกำไรน่ะครับ

ทดสอบ 100 ตัว เจอตัวทำกำไรโดยเฉลี่ยกี่ตัวครับ

1. test 7 วันมันต้องมีสินค้าที่ไม่มี imp ถูกไหมครับ อันนั้นตัดไปก่อน
2. + 7 วัน เป็น 14 วัน วิเคราะห์โฆณาสินค้าไหน bid น้อยน่าทำมี Order เล็กๆน้อยๆ ก็เอามันไว้ครับ
3. ก็จะเหลือสินค้าที่มา Test อีกประมาณ 10 ชิ้น (ประมาณนี้แหละครับ)
4. มันจะมีสินค้าที่นานๆ ทีจะมีคน search แล้วก็ซื้ออยู่ แต่นานๆ search ที ผมก็เก็บไว้ใน แคมเปญ นึงรอคนมาซื้อ wanwan020:
ทำไว้ก็ไม่ได้เสียหายอะไรถูกไหมครับ
5. ใน 10 สินค้าที่มี Click กับ imp ดีๆ ต้องใส่ใจมันมากๆ ผมก็จะแยกมาทำอย่างที่ตอบคุณ kamao ข้างบนนั้นครับ
6. ก็จะได้สินค้า ถูกที่ ถูกเวลา เหลือประมาณ 5 ชิ้น (ประมาณเอานะครับอยู่ที่การวิเคราะห์) ผมก็จะทำโฆษณา
เฉพาะรัฐไปเรื่อยๆ สบายๆ ไม่ต้องไปแข่งกับใคร

สุดท้ายก็ต้องขยันครับ อย่าคิดว่ามันเหนือย วิเคราะห์สินค้า วิเคราะห์ตลาดดีๆ สังเกตุบ่อยๆ เก็บข้อมูลเยอะๆ

แล้วก็อีกอย่างนึงที่ผมใช้ก็คือ Mass Product + Niche Keyword
Mass Product ของผมก็คือจะดูว่าสินค้าในหมวดหมู่มารวมกันแล้วขายครับส่งไปยังหน้า LP amazon เองเลยครับ
ยกตัวอย่างเช่น Zune MP3 ขายได้หลายรุ่นถูกไหมครับ (ไม่แน่นะ wanwan016) ผมก็ใช้หน้าที่มี Zune mp3 หลายๆรุ่น
มารวมกัน แล้วก็ลองใส่ Niche Keyword ลงไปเช่น Zune ...(รุ่น)...... ลงไปหลายๆ Keyword เอาแต่ niche ๆ นะครับ
ใส่ Keyword ของสินค้าที่มีใน LP ของ Zune ลงไป แล้วลองไป test ทำโฆษณาดูครับ
เพราะว่ายังไง เค้าต้องการซื้อ Zune แบบที่ 1 แต่เปลี่ยนใจไปเอา Zune อีกแบบ เราก็ยังขายได้อยู่ ถ้า KW เรา Niche จริงๆ

อันนี้ต้องวิเคราะห์ดีๆ นะครับ ไม่ใช่สุม4สุม5 ไปทำจะโดนแต่ Click ไม่มีข้อมูลว่าขายได้อย่าทำครับ wanwan012
เรามีสินค้าที่ขายได้เป็นหมวดหมู่อยู่แล้ว ต้องรู้จักทำให้มันได้กำไรมากขึ้น หรือขายได้มากขึ้นครับ


สู้ๆครับ wanwan012
Addinfor

บล็อกของนาย จ.จื้อ

Thursday, February 26, 2009

Trend แล้วก็รัฐไหนขาย Addinfor

ที่ถามเรื่อง Trend แล้วก็รัฐไหนขายอะไรนั้นก็คือ

Trends สินค้า
1. แรกๆ เลย ผมใช้ หมวดหมู่สินค้า Search ที่ google trends ก่อนครับ ว่าสินค้าประเภทนี้นิยมซื้อกัน เดือนไหน
เช่น หมวด buy camera หมวด buy navigator แล้วก็ Search แล้วดู กราฟ ว่าช่วงไหนขายดี ก็ขายช่วงนั้นครับ
2. ดูตาม Blog, ที่เกี่ยวกับสินค้านั้น ดู website ว่ามีการ Comment ว่ายังไงบ้าง Comment สินค้าอะไรกัน
แล้วก็ดูเวลาที่เค้ามา Comment กันว่าอยู่ช่วงประมาณกี่โมง เพื่อให้รู้ว่ามันชอบเข้า net ตอนนี้นะ แล้วก็ลองทดสอบดูครับ
3. แล้วก็กลับมาเลือก Product ไปทดสอบเลือกเอาหมวดหมู่เดียวกัน มาประมาณ 3 ชิ้น ที่เค้าพูดถึงกัน โดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่ทำโฆษณา
บางสินค้าดูที่ google trends อย่างเดียวไม่ได้ข้อมูลมากนัก สำหรับผมนะครับ wanwan012
4. ปกติเวลาผม test สินค้าผมก็จะ เลือกมาเกือบหมดทั้งหมวดหมู่เลย (เป็นรุ่นๆ) แล้วก็ค่อยๆ ตัดออกไป แต่สำหรับพี่ๆ แล้วแต่นะครับ wanwan018
อ๋อ แล้วก็อีกเรื่องนึง อย่าคิดว่าสินค้าเก่าๆ ที่ไม่มีอะไรเลย จะขายไม่ออกนะครับ อยู่ที่เราทดสอบและวัดผลครับ

เรื่องรัฐไหนขายอะไร
1. Geography ช่วยได้ครับ ช่วงแรกผมศึกษา ภูมิประเทศก่อน รัฐไหน hit อะไร อย่างเช่น ไม้กอฟ์ล ก็ขายรัฐที่มีสนามกอล์ฟเยอะๆ
คุณเคยรู้ไหมครับว่า รัฐไหนชอบเล่นไวโอลีนเยอะ รัฐไหนคนชอบปีนเขา ? ถ้ารู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มากๆ ยิ่งดีครับ เราก็ยิ่งจะขายถูกจุด
โอกาศที่จะขายได้มันก็เยอะขึ้นครับ
2. ลอง Search Keyword โดย Search ในรัฐนั้นดูครับ อาจจะเจอ Web หรือ Blog ที่คนเค้าชอบพูดคุยกัน
เวลา search google ดูหน้า 2-3.... ด้วยก็ดีครับ บางทีข้อมูลดีๆ แต่ไม่ติดอันดับก็มีเยอะ เราก็จะรู้เรื่องราวคล้ายๆ อยู่ที่รัฐนั้น
ยกตัวอย่าง hi5 สมมุติว่าฝรั่งอยากขายของที่ประเทศไทย ก็เค้าไปสมัคร hi5 แล้วก็สวมลอยสิครับ สืบข้อมูลอร่อยเลย
แล้วก็ website ที่ Review สินค้า ปกติจะมี Comment ก็เข้าไปดูครับ เช่น โอ้ววว อยากได้ Zune mp3 มากก พรุ่งนี้ฉันจะซื้อมัน
อะไรประมาณนี้แหละครับ


มันเป็นแค่ข้อมูลเล็กๆน้อยๆ ที่สามารถหาได้ครับ
แต่ผลเป็นยังไงนั้นต้องทดสอบครับ ที่ทำไปเดพื่อลดความเสี่ยงลง


ขอบคุณครับ wanwan012
Addinfor
บล็อกของนาย จ.จื้อ

การเล่น Mass Meaw-ie

ขอขยายความต่อตามที่เข้าใจว่าพี่ปุ้ยจะบอกว่าควรทำยังไง เพื่อจะได้เข้าใจ น่าจะมีประโยชน์กับคนอื่น
ถ้าตรงไหนไม่ใช่หลุดทางหรือผิดจากที่พี่ปุ้ยพยายามจะไกล์ รบกวนพี่ปุ้ยแก้ให้ด้วยนะคับ

คือ การเล่น Mass นั้นมันควรทำใน Phase ของการขยายการลงทุนครับ ซึ่งเรามั่นใจแล้วว่าสินค้าในกลุ่มนั้นมันเวิคทำแล้วกำไร ดังนั้นเราควรเริ่มทดสอบสินค้ามาจากนิช Product ก่อนเพราะว่าโอกาสขาดทุนมันจะน้อยกว่าเริ่มทดสอบจาก Mass ลงไปหานิช ถ้านิชที่เราทดสอบแล้วมี Roi เกิน 100% เราก็พอจะคาดได้ว่า Mass ของกลุ่มสินค้านี้น่าจะมีกำไรให้เรา ROI 20-50% (20=ช่วงเทส 50=ช่วงหลัง Track แล้ว ) แต่ให้เริ่มสร้างไอเดียมาจากระดับบนสุดก่อน เพราะมันจะเข้าใจเป้าหมายได้ง่ายกว่าทำจากล่างขึ้นมาบน เช่น
ระดับ 1 กลุ่มสินค้าพวก GPS แตกออกเป็น
ระดับ 2 ก็ได้พวกแบรนด์ต่างๆ จากนั้นก็แตกเป็น garmin , magellen, mio ......
ระดับที่ 3 เป็นรุ่นต่างๆของแบรนด์ต่างๆ garmin 350 660 270 670
แล้ว ก็ทำ campaign test สินต้า niche ไป ถ้ากำไรก็ค่อยๆ ขยับระดับขึ้นไป ทั้งระดับของ keyword และรพดับของ LP ซึ่งสุดท้ายเราก้จะมีทั้ง Key Niche และ Key Mass ที่ทำกำไรให้เราได้ของสินค้ากลุ่มนี้
และการรันจากระดับ ล่างขึ้นไปนั้นมันยังทำให้เราพอจะทราบเป็นแนวได้ว่า Mass เราควรส่งไปหน้าไหน Brand ใด เหมือนได้ EPC ของ LP นั้นมาอ่ะคับ แล้วก็เอาไปเทสกับ Mass ก็จะได้ EPC ของ Key Mass สำหรับ LP ใดๆ ขึ้นมา เมื่อลอง Test ทุกๆ LP ที่ทำกำไรให้จากแบรนด์ที่ได้จากการทำในระดับนิช เราก็จะเจอ LP ที่ให้ EPC สูงที่สุดอันใหม่ขึ้นมา เมื่อได้ครบ เราก็จะเปิดรันพร้อมกัน กำไรที่ได้มันก็จะมากขึ้นจากทั้งทุกระดับ เราก็จะทำกำไรได้จากสินค้าในกลุ่ม GPS ได้ทั้งระบบ ระหว่างที่เทส Mass ก็ไป Research สินค้ากลุ่มอื่นๆ หรือ ลองเอา
กลุ่ม GPS ไปทำที่อื่นนอก USA

ปล ไดอะแกรมที่พี่ปุ้ยเอาให้ดูมันจะเป็นจิีกซอที่ต่อพอดีกับเรื่อง Market Research ที่พี่ปุ้ยเคยบอกไว้คับ ลอง
ย้อนๆไปอ่านกันดู น่าช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้นว่าทำไมต้อง Research เยอะมากๆ
ปล Mass มันควรทำคู่กับสินค้าที่มีโปรโมชั้นมันจะได้ EPC ที่สูงขึ้น (ไม่สงสัยเพราะพี่ปุ้ยชอบเน้นให้หาโปรโมชัน
หลือเกิน)
ปล ROI มันเป็นภาพลวงตาอย่าสนใจมันมากครับ ลงแสนได้หมื่น ดีกว่าลงพันนึงได้ห้าพันคับ
ปล Mass ควรมีทุนพอสมควรคับเพราะมันจะคุ้ม แต่ถ้าทุนน้อยควรไปทำนิช เงินจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่า ตอนหลังจะได้
เอามาทำ Mass ได้

อธิบายตามที่เข้าใจและเคยคุยกับพี่ปุ้ยนะคับ ตกหล่นตรงไหนกวนพี่ปุ้ยเสริมให้ด้วยนะคับ หรือผิดพลาดประการใดขออภัยพี่ปุ้ยและคนอื่นๆที่อ่านด้วยคับ Lips Sealed

Meaw-ie


บล็อกของนาย จ.จื้อ

Tuesday, February 24, 2009

เปลี่ยนจากมองสินค้ามามองตลาด Threst ๒

พี่เบสครับ ตอนนี้ผมขายสินค้ายี่ห้อหนึ่งอยู่ มีหลายรุ่นมากๆ

ถ้าเกิดเรารู้ว่า สินค้านี้เรามาถูกทางแล้ว เราหาจุดขายได้

แต่ตอนนี้ผมอยากลองแบบไปหาอ่านตามเว็บบอร์ดที่เกี่ยวกับสินค้าหรือ วิธีการเอาสินค้าผมไปใช้

เพื่อที่จะเอามาวิเคราะห์หาสินค้าออกใหม่และ ก็หาสินค้าที่น่าจะขายได้แบบเจาะจงไปเลย

เพราะเวลาผมจะซื้อไรทางเน็ตผมมักจะไปอ่านข้อมูลในเว็บบอร์ดก่อน ว่าเขาว่าอันไหนดี

แล้วค่อยไปหาซื้อ และอีกเหตผลสำคัญคือ ผมจะสามารถรู้ได้เลยว่าสินค้าตัวไหนออกใหม่บ้าง

แล้วมันดียังไง ผมคิดว่า ถ้าเรารู้ก่อนเราน่าจะนำมาโฆษณาเพื่อหาผลกำไรได้ก่อน

พี่เบสว่าดีรึป่าวครับวิธีนี้

วิธีนี้ดีนะครับ แต่ให้ดียิ่งกว่าต้องลองครับ เผื่อว่าคอนเซปเรามาดีแต่พอปฎิบัติมันไม่เป็นดั่งใจ แล้วเราจะทำอย่างไร?(ควรวิเคราะห์ต่อว่าเพราะอะไร)

เหมือนอย่างเบสตอนไปบอร์ดนึง แล้วพบว่ามีคนมาถามหาสินค้าชนิดหนึ่ง ถ้าเป็นคนอื่น อาจจะโพสลงบอร์ดเลย(เสนอขาย) หรือรีบเอาไปทำPPC
แต่ ว่าเบสกลับเฉยๆๆ เพราะว่าบอร์ดนั่นมันเป็นของเว็บขายของเจ้านึงที่ไม่มีaff. แปลว่าเขามาถามหาของกับเว็บนี้หรือขอข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ฯลฯ (แต่ก็มีเคยเอามาลอง Grin impต่อเดือนแทบไม่มีหรือไม่มีเลย)

ยังไงก็ต้องไปลองครับ จะได้รู้ว่าอะไรเป็นยังไง มีข้อมูลเยอะๆๆก็ดีกว่าไม่มีเลย วันนี้ไม่ใช้ วันหน้าเราอาจจะอยากใช้ครับ


เพิ่มเติม

เราขายของให้ผู้คน ฉะนั้น ตลาด คือ ผู้คนที่มีความต้องการของหรือบริการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือสองอย่าง

เราก็Mix & Match ครับ มันหน้าที่ของaffiliatesอย่างเราๆๆเลย

ใคร เรียนการตลาดมาก็เอามาใช้นะครับ เพราะมีวันไหนไม่รู้ไปคุยกับคนเรียนทางนี้และทำaff. เขาบอกว่า"นึกว่าเบสเรียนการตลาดมาซะอีก" "อ่อ ทำaff.ก็ใช้หลักการตลาดนี้เอง" คุยครั้งนั้นเลยรู้เรื่อง4 P.

price place product Promotion


Edit ****

ที่เบสบอกว่า ในเมื่อรู้แนวการหาสินค้า น่าจะรู้ตลาดด้วย เดียวจะยกตัวอย่างให้

อย่างตอนเดือนธันวานั้นเองที่เบสทำมา (ตย.นี้ก็อันเดียวกับที่เขียนลงeMagazineเดือนที่แล้ว)
ตอน แรกเบสไปsurvey ที่gg. trendsใช่ม้า มันทำให้เบสรู้ว่าอันนี้คนฮิต (ช่วงสิ้นปีคนมันต้องหาของเล่นให้ลูกๆๆอยู่แล้ว คริสมาส ปีใหม่ ฉะนั้นแค่หาของที่คนกำลังสนใจ) เบสก็เลยเอาไปโฆษณา ตอนนั้นเบสมั่นใจมากเหมือนที่เขียนลงeMagazineน่ะแหละ เพราะมีข้อมูลไง

ข้อมูลเช่นที่บอกไป แจกแจงให้ก็ได้

1.ช่วงสิ้นปีคนมันต้องหาของเล่นให้ลูกๆๆอยู่แล้ว คริสมาส ปีใหม่ ฉะนั้นแค่หาของที่คนกำลังสนใจ เบสิคมากอันนี้
2.ไปsurvey ที่gg. trends
3.จำได้ว่าเข้า GG. Insightด้วย เอาไปเช็คน่ะ กำลังมาจำได้
4.ดู3 PPC อันนี้ดูคนโฆษณาเฉยๆๆ แค่ขี้เกียจสู้คนอื่น บังเอิญที่YSMมันว่าง (msnก็ว่าง gg.จำไม่ได้) จำได้ว่าที่ysmคนโฆษณาไม่มาก
ฉะนั้น%จะขายได้เลยสูงขึ้นไปอีก (บิดได้ต่ำด้วย)

ผลก็อย่างที่รู้ขายได้เยอะ

แต่ จากจุดนี้ (เข้าประเด็น) มันทำให้เบสรู้ไงว่า "อ่อ ควรขายพวกนี้ นี่เอง" บอกให้ก็ได้ครับ เบสขายของเล่นช่วงนั้น เน้นขายให้เด็กผู้หญิง หมายถึงที่ยกตัวอย่างนี้นะ

จากสินค้าที่พบจากgg. trends ทำให้เบสได้ตลาด คือ ของเล่นเด็กผู้หญิง คนซื้อน่ะคงไม่ใช่เด็ก แต่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง
และมี%ที่ขายได้สูงแน่ไม่ว่าถูกหรือแพง พ่อแม่ล้วนหาของดีที่สุดให้ลูก ยิ่งจะสิ้นปีด้วย

แบบนี้ละครับ (ทำให้ได้อีกหนึ่งตลาดสิ้นปีมา)
Threst
บล็อกของนาย จ.จื้อ

เปลี่ยนจากมองสินค้ามามองตลาด Threst

ทำไมไม่ลองเก็บข้อมูลสักเดือนสองเดือนดูก่อนละเพื่อความมั่นใจ
(กรณีสินค้ามันก็ใช่ว่าจะขายออกทุกวันในหนึ่งตัว)

เราจะได้มีข้อมูลมั่นใจได้ว่า "เออ !!! ค่อยคุ้มtrackแบบ เวลา วัน รัฐ เมืองหน่อย"


ส่วนสินค้าไหนที่มันขายไม่ได้ก็ไม่ควรรีบหยุด ถ้าเกิดปกติขายได้ อย่างที่บอกเก็บข้อมูลนานๆๆ
อ้างถึง

กำลังสงสัยว่า ต้องหาสินค้าขายดีมาเพิ่มอีก แล้วหัดลงบิดเป็นรัฐๆ

หรือ หาสินค้า long tail อัดเข้าไป อีก เพื่อทดสอบ
Bestseller หรอ? ลองเลือกวิธีที่จะใช้สักวิธี แล้วทำหรือศึกษาจนแตกฉานก่อนไปทำวิธีอื่นดีมั้ย?

ทำ หลายmethodพร้อมกันใช่ว่าดีเสมอไป (อย่างที่ก้องดูสับสนในตอนนี้) ลองเลือกสักวิธีหรือร่างแผนการของเราเฉพาะขึ้นมาเลย แล้วทำตามนั้นไม่วอกแวก

ก้องก็อ่านกระทู้Reportเบสนี้ เราแข่งกับตัวเองใช่คนอื่น ทำกำไรแสนให้ได้เร็ว แต่เสียสุขภาพ สับสน ไปๆๆมาๆๆ อาจจะกลายเป็นทำเงินแสนได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น


ถ้าลองทำอะไรให้ช้าลงสักนิด เบสว่า อาจไม่ต้องถึงสิ้นเดือนหน้าก้องอาจใกล้คว้ากำไรแสนบาทแล้ว

ลองคิดดูแค่นี้ก้องก็ทำเงินได้มากแล้วนะ แปลว่าอะไร?


มีปริมาณสินค้าที่ทดสอบมาแล้วว่าขายได้ (ทดลองแล้ว) รู้ด้วยว่าควรขายตอนไหน ขายดีไม่ดีตอนไหน
รู้ด้วยว่าควรทำในตลาดไหนบ้าง : ขอให้เมียงมองมาที่ตลาดนะ เล็งภาพเล็ก(สินค้า)มามากแล้วนี้ ถึงเวลาหันมาดูภาพใหญ่(ตลาด)หน่อย

พบตลาดที่เหลือแค่ใส่สินค้าลงไป วิธีแค่นี้ที่เบสใช้หลักๆๆ และนำไปสอนรุ่นน้องต่อ รู้มั้ย? รุ่นน้องเบสมันแตะเงินหมื่น(ดอล)ไปก่อนเบสตั้งนาน(เพราะเบสพยายามเน้นให้มอง ไปที่ตลาดเสมอ น้องเขาก็เห็นภาพมากขึ้นเรื่อยๆๆจนเข้าใจ)

ลองผ่อนคลายตัวเองหน่อย

อีกอย่างไม่ได้ทำงาน ตอนแรกเอาแค่มีเงินดำรงชีพก่อนพอ เบสว่ากำไร สักหมื่นห้าถึงสามหมื่นบาท ก็เหลือแหล่

หลังจากนั้นค่อยโฟกัสกำไรแสนบาทก็ไม่สายนะครับก้อง Cheesy
Threst
บล็อกของนาย จ.จื้อ

Thursday, February 19, 2009

Re: เจอคู่แข่งตั้ง max cpc $100 ทำไงดีครับ [โดนแย่ง keyword ทำเงินไปเลยยยยย!]


ส่วนใหญ่พวกที่กล้าบิด 100$ คือพวกที่มีประสบการณ์พอสมควร เเละมีข้อมูลชัดเจน(ไม่เทพ ก็ พวกบ้าบิ่น)
เราควรกลับมาใส่ใจในเรื่องของ Q.S มากกว่า ถ้าเรามี Q.S ที่ดี เราก็น่าจะ บิด 100$ เเล้วได้กลับคืนมาไม่ยาก
(ถ้า บิด 100$ เเล้วยังไม่ขึ้นเเสดงว่าคุณเจอขั้นเทพเเล้วหละเพราะเขาคงมี Q.S สูงมาก ACC ดีมากๆ เเละทุนมากด้วย)
(ใน Google )

วิธีเเก้ไข

1. บิด 100$ ค้างไว้ รอเขาหมด DailyBudget
2. เร่งสร้างเเละพัฒนา Q.S ให้ดีมากๆเข้าไว้ เทพ ไม่เทพ ตัดสินที่ Q.S
3. สร้าง Landing Page เข้าสู้ดูเผื่อเจอเเนวทางใหม่ๆ
4. หาสินค้าอื่น ที่มีเป็นหมื่นๆชิ้น ที่รอคุณอยู่มาทำ เเล้วทำให้ CTR สูงๆ จะทำให้ภาพรวม ACC สูงไปด้วย
5. นำ KeyWord เดียวกันนี้ลองไปโฆษณาที่ Search อื่นดู
6. ลองเอา KeyWord นี้ไปขยายดู คุณอาจได้ KeyWord ทำเงินใหม่ๆต้นทุนต่ำก็ได้
7. อย่าไปหมกมุ่นเจ็บเเค้นจะเอาคืน เพราะจะทำให้คุณเสียโอกาสหลายอย่างๆ เสียกับเสีย

**วิธีการ LOCOP เป็นวิธีที่ไม่ได้ผลเสมอไป หรืออาจเลวร้ายกว่าเดิมก็ได้ เเละอาจจะบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายโดยไม่จำเป็น
พวกเทพ มักจะมี Proxify ไว้ดู ads ตามรัฐเเล้ว Click ได้ เราจะซวยไป
(วิธี LOCOP พวกเทพเขาหาวิธีป้องกันเอาไว้เเล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่กล้าบิดสูงๆ)

อย่าเปิดศึกโดยไม่จำเป็น bid War เกิดครั้งใดเลือดสาด การทำธุรกิจต้องใช้สมอง
เเละการวางเเผนอย่าใช้อารมณ์ (รบเมื่อรู้ว่าต้องชนะ)

ทำให้ได้กลับคืนมานั้นไม่ยากเเต่จะรักษาเอาไว้อย่างเป็นสุข นั้นยากมากๆ

สนับสนุนเเนวทาง น้องดิว deweykung
มาช่วยพัฒนาให้ PPC เราเป็นธุรกิจที่ดี มีอนาคตสดใสกันดีกว่า

DekUdorn
จอมยุทธสัญจร


บล็อกของนาย จ.จื้อ

Friday, February 13, 2009

ใครมีเทคนิคให้ขายของได้ทุกวันบ้างครับ bmw

หาสินค้าหลายๆตัว แล้วก็คนละตลาดด้วยครับ สินค้าแต่ละตลาดจะมีช่วงของมันอยู่

ตัวอย่างเช่น สินค้าประเภทเครื่องดื่มแฮลกอฮอล์ จะขายได้ดีช่วงสุดสัปดาห์
เพราะฉนั้นต้องหาตลาดที่ขายดีในตอนต้นสัปดาห์ เช่น ลิปส์ติก อะไรพวกนี้

คุณต้องรู้ข้อมูลให้ได้ว่า ตลาดนี้มันสามารถทำตลาดได้ดีในตอนไหน

หรือ ถ้าไม่อยากหา ก็หาตลาดที่แตกต่างกันครับ เหมือนกับพวกนักลงทุนครับ เค้าจะลงทุนในตลาดที่แตกต่างกันเพื่อกระจายความเสี่ยง เพราะถ้าเค้าลงทุนในตลาดเดียวเลย ถ้าเกิดมีอะไรขึ้นกับตลาดนั้น มันจะเป็นเรื่องไม่ดีกับเค้าเอง

เช่น เศรษฐกิจกำลังขึ้นเอาๆ ก็ลงทุนกับพวกก่อสร้าง เช่น หิน ดิน ทราย ถ้าเศรษฐกิจแย่ก็ลงทุนจำพวก มาม่า

ก่อน ที่คุณจะออกรบ คุณต้องวางแผนการรบก่อน ต้องไปดูภูมิประเทศที่คุณจะไปรบ(วิเคราะห์ตลาด คู่แข่ง) พอรู้แล้วว่าภูมิประเทศเป็นแบบไหนก็ต้องหากลยุทธการรบ(จะเข้าไปขอส่วนแบ่งใน ตลาดนั้นยังไง) และถ้าเจอเจ้าที่แรง คุณก็ต้องหาของเซ่นไปไหว้เจ้าที่ด้วย(เงินค่าทดลองตลาด)

เพิ่มเติมก็เข้าไปอ่านในนี้ดูครับ --> สุดยอดเทคนิค ขายสินค้ายังไงให้มียอดขายเป็นที่น่าพอใจตลอดเวลา


ทำไม 2 เดือนที่แล้วขายได้ แต่เดือนนี้ขายไม่ออกเลย ใช่ปัญหาที่คุณกำลังเจออยู่รึเปล่า?

วันนี้ผมจะมาแชร์ครับว่าทำไมสินค้าที่เราขายอยู่นั้น เมื่อก่อนขายดีมาก แต่ทำไมตอนนี้ขายไม่ได้แล้ว

อัน นี้เป็นกลยุทธทางการตลาดของบริษัทที่กำลังมาแรงบริษัทหนึ่งแต่ขอสงวนชื่อไว้ นะครับ เดี๋ยวจะมีปัญหาทีหลัง ซึ่งบริษัทนี้เป็นบริษัทที่หนังสือพิมพ์หลายๆเล่ม ได้ออกมาบอกว่า ต่อไปจะบริษัทที่มียอดขายอันดับต้นๆของเมืองไทยในตลาดที่บริษัทนี้ทำอยู่

ก่อน อื่นผมอยากจะให้เข้าใจก่อนว่า สินค้าแต่ละตัวนั้น จะมีอายุของมันครับ ทำไมบริษัทต่างๆที่เห็นโฆษณาออกทีวี ต้องมีรุ่นใหม่ๆออกมาเสมอ นั่นก็เพราะเหตุนี้นี้เอง เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันครับ




เอา สินค้าใกล้ๆตัวละกันนะครับ ยกตัวอย่าง ยาสีฟัน ยี่ห้อ คอล บิล เกต ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง สินค้ารุ่น A ขายดีอยู่แล้ว แต่ทำไมหลังจากนั้น ไม่นานก็ออกรุ่นใหม่มาอีก เป็นรุ่น B นั่นก็เพราะว่า รุ่น A จะครองตลาดอยู่ได้ระยะหนึ่ง มันก็จะตกครับ ดูรูปภาพเป็นตัวอย่างนะครับ

จะสังเกตุว่า ยอดขายของรุ่น A นั้นจะเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นก็จะทรงตัวอยู่ระยะหนึ่ง แล้วก็จะเริ่มตกลงมา
ในช่วงที่รุ่น A อายุเริ่มหมดแล้ว ทางบริษัทก็จะดันรุ่น B เข้ามาในตลาดเพื่อรักษาผลกำไรของบริษัทเอาไว้ครับ

เป็นยังไงบ้างครับ หวังว่าคงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ
bmw

บล็อกของนาย จ.จื้อ

advanced spilt testing Threst

ก็ถ้าเกิด มีad textอันนึงทำเงินให้ได้มาก ctrสูง

เราก็มีad textนี้สองอันครับ

แล้วใช้อันที่สามทดสอบ


คือเพิ่ม%ที่เราจะขายได้และไม่ลดctrของเราในกรณีที่ adtextที่เราใช้ทดสอบมันแย่หรือห่วยครับ


เรียกว่า advanced spilt testingครับ เทคนิคพี่เผ่าเขาครับ รับมาใช้ ยอดเยี่ยมทีเดียวครับ




อย่างเช่น

ตอนแรกเราใช้

ad text

A ctr 4% 10 order ads show 50%
B ctr 3.3% 5 order ads show 50%

กรณีนี้เราก็สร้างAออกมาอีกตัว(cloneออกมา)

A ctr 4% 5 order ads show 30%
A ctr 3.9% 5 order ads show 25%
C ctr 2.7% 1 order ads show 45%
B ลบทิ้งหรือหยุด

ถ้าทำแบบนี้ad text A จะโชว์มากกว่าad text C ครับ และทำให้ctrเราไม่ตก และถ้าad textมีผลต่อorder orderเราก็ไม่ตกไปมาก

ให้ดีไปลองทำดูจริงๆๆครับ
Cheesy



ผลการทดสอบของผมอย่างสม่ำเสมอ ad textมีผลต่อการขายด้วยนะครับ (เบสเองเคยบอกก้องตอนแรกๆๆที่ก้องเริ่มทำนะจำได้)


Threst
บล็อกของนาย จ.จื้อ

Thursday, February 12, 2009

11 วันอันตราย กับมือใหม่หัดขับ SearchMarketing

11 วันอันตราย กับมือใหม่หัดขับ



มีเทคนิคส่วนตัวมาฝากนะครับ - conversion โดนใจ

จะลบตอน 20:45 ให้เวลาอ่าน 10 นาที ลุยโลด
-----------------------------------------
สังเกตให้ดี จะเห็นว่าสินค้าที่ผมชอบขายคือสินค้าที่ amazon ชอบขาย นะครับ

นั่นเป็น 1 ในเทคนิค ทองคำในการเลือกสินค้าสำหรับผมครับ

เพราะว่า ทีมวิจัยตลาด ของ amazon จะต้องทำหน้าที่สืบราคาสินค้า spy ราคาคู่แข่งตลอด 24 ชั่วโมง

เพื่อให้มั่นใจว่า สินค้า amazon ถูกที่สุด และไม่มีใครแข่งได้

ที่เค้าจำเป็นต้องทำยังงั้นมีเหตุผล 3 ข้อนะครับ

1. affiliate อย่างพวกเรา จะได้แฮปปี้กะ conversion สูง
2. ลูกค้า เข้ามาจะได้ไม่ผิดหวังกับราคา
3. amazon มีกฎอยู่ว่า ถ้าซื้อสินค้าไปแล้ว ภายในกี่วันไปเจอที่ไหนขายถูกกว่า ให้ส่งหลักฐานมาขอเงินส่วนต่างคืนได้ทันทีครับ

มันเป็นเหมือน การันตีสินค้าถูกที่สุด แบบบิ๊กซีมั้ง

หลังจากผมรู้ข้อมูลนี้ ผมทำ aff แทบจะไม่ต้องสืบราคาอีกเลยครับ เพราะ amazon จ้างคนเป็นร้อยเป็นพัน ทำหน้าที่แทนผมเรียบร้อยแล้ว
Kiss
SearchMarketing

บล็อกของนาย จ.จื้อ

Wednesday, February 4, 2009

เมื่อผมขายของในอีเบย์ ด้วย แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

ขอแนะนำตัวก่อนครับ

ปัจจุบัน ผมีภรรยา 1, ลูก 2 ชาย+หญิง, กิ๊ก 0, ประกอบธุรกิจส่วนตัว
โดยทำร้านวิซีดีให้เช่า แต่รายได้เริ่มไม่ค่อยจะพอใช้ เลยต้องหาลู่ทางอื่นเสริมรายได้ครับ

ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ จะซื้อหนังสือบ่อยมาก ซื้อเดือนหนึ่งก็หลายๆเล่ม
โดยส่วนมาก หนังสือที่ซื้อจะเกี่ยวกับการหารายได้
ไม่ว่าจะเป็นหนังสือการลงทุนในหุ้น วิธีประสบความสำเร็จจากคนดังๆ และความรู้เกี่ยวกับการหาเงินทางอินเตอร์เน็ต

หลังจากที่ได้ลองผิดลองถูกมาหลายอย่าง ผมก็เริ่มคิดได้ว่า ผมควรที่จะเริ่มจริงจังแบบสุดลิ่มทิ่มประตูซักเรื่องนึง
เพราะที่ผ่านมา ผมสรุปได้ว่า ผมชอบที่จะทำอะไรแบบฉาบฉวย
แบบที่เรียกว่า เอาแค่พอรู้ หรือ พอได้ชื่อว่าเคยทำนี้ ซึ่งเป็นการเสียเวลาที่ไม่คุ้มค่าเอาซะเลย

ผมอยากมีรายได้จากทางอินเตอร์เน็ตครับ
เพราะความที่มีงานประจำอยู่แล้ว ผมคิดเอาเองว่า ถ้าหาเงินทางอินเตอร์เน็ตได้ก็คงจะดี
เหมือนมีรายได้สองทาง คือสามารถหาเงินจากอินเตอร์เน็ตได้พร้อมๆกับ ที่ยังทำงานประจำอยู่
ถ้าทำได้ดี ก็จะได้ตั้งใจทำให้เป็นรายได้หลักกันไปเลย

ผมก็เลยมานั่งวิเคราะห์ตัวเองก่อนว่า เราเชี่ยวชาญและมีความรู้เรื่องอะไรมากที่สุดกันแน่??
หลังจากที่ทดลองให้ภรรยาตั้งคำถามเกี่ยวกับการหาเงิน และให้ผมลองตอบดู
บวกกับยอมเสียเวลา นั่งเขียนความรู้เกี่ยวกับการหาเงินในอินเตอร์เน็ตที่สะสมไว้ในหัว เพื่อให้รู้ว่า เรารู้จริงเรื่องอะไรกันแน่?

ผมพบว่า ผมน่าจะมีความรู้เกี่ยวกับอีเบย์มากที่สุด
อาจจะเป็นเพราะผมมีหนังสือเกี่ยวกับอีเบย์เยอะที่สุดในบ้าน
หรืออาจจะเพราะผมได้เคยลองซื้อขายจริงมาแล้ว
แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเทียบกับการหาเงินทางเน็ตแบบอื่นนั้น ต้องเรียกว่าผมมีพื้นฐานของอีเบย์ดีพอสมควร
ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจ กลับมาลุยขายของผ่านอีเบย์อีกรอบ
โดยรอบนี้นั้น ตั้งใจว่าจะขายให้ได้จนกว่าจะประสบความสำเร็จ ไม่ท้อ ไม่เลิกกลางทางอย่างเด็ดขาด

ทีนี้ก็มาถึงคำถามล่ะครับ ว่าจะขายอะไรดี??
ผมคิดว่าเพื่อนๆเกือบทุกคนก็จะต้องคิดหนักกับคำถามนี้แน่นอน
เป็นเวลาเกือบเดือนที่ผมลองมองหาว่าสินค้าตัวไหนที่น่าจะขายได้
เรียกว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมดูจะกลายเป็นตัวประหลาดเลยทีเดียว
เพราะตลอดทั้งวัน ผมคิด แต่ว่า อะไรที่น่าจะขายได้ในอีเบย์?
ผมเกือบจะถามภรรยาผมทุก 5 นาทีว่า คิดว่าไอ้เจ้า........ นี้เนี่ย มันจะขายได้มั้ย?

หลังจากที่ผมได้คิดวางแผนการขายในครั้งนี้เสร็จสิ้น
ผมสรุปว่า ผมจะหาสินค้าที่อยู่ในตลาดกลุ่มเฉพาะ (Niche Market) , ผลิตได้ในไทย เพื่อให้สู้ราคาขายกับคู่แข่งในต่างประเทศได้
ตอนนี้สินค้าจากจีน กำลังมาแรงครับ ในอีเบย์ มีแต่ของราคาถูกจากจีนขายเต็มไปหมด
หากผมไม่สามารถหาของที่แข่งขันในเรื่องราคาได้ ผมว่าผมไปไม่รอดแน่ๆ

ผมไม่ชอบสินค้าแบรนเนม เพราะผมเป็นคนไม่ใช้ของแบรนเนม
ผมคิดว่าหากผมไม่เข้าใจสินค้าที่ผมจะขาย ผมก็ไม่ควรที่จะขาย

ซึ่งในระหว่างนั้น ผมก็พบกับปัญหาในการเลือกสินค้ามาขายมากมาย
เช่น สินค้าที่เล็งไว้ ราคาสูงเกินไปบ้าง,ค่าส่งไม่คุ้ม,ไม่รับส่ง,ผิดกฏการขาย,คู่แข่งเยอะ ฯลฯ

โดยช่วงที่กำลังกลุ้มๆ ไม่รู้จะเอาอะไรมาขายดี
บังเอิญผมได้มาจัดตู้หนังสือใหม่ และได้เจอหนังสือเล่มหนึ่งวางแอบๆอยู่ในตู้
ผมซื้อหนังสือเล่มนี้มานานแล้ว แต่อ่านไม่จบ
ซึ่งต้องเรียกว่า แทบจะเป็นหนังสือเล่มเดียวที่ผมซื้อมาแล้วอ่านไม่จบเลยทีเดียว

มันคือ หนังสือเกี่ยวกับเศษฐกิจพอเพียง นั่นเองครับ

หนังสือเล่มนี้ผมซื้อเก็บไว้นานมากแล้ว แต่ที่อ่านไม่จบ เพราะผมอ่านแล้วไม่เข้าใจเลยครับ
อ่านแล้วก็รู้สึกง่วงๆ ไม่ได้ซึมเข้าหัวเลยแม้แต่น้อย

ปกติแล้ว ผมมักชอบอ่านหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับ ทำอย่างไรถึงจะรวย เล่นหุ้นอย่างไรถึงจะดี
แต่หนังสือเศรษฐกิจพอเพียงนั้น แทบไม่ได้มีเขียนถึงวิธีทำให้ "รวย" เลยแม้แต่น้อย

ผมอยากรวยครับ
ผมมีนักเขียนสุดโปรดของผมหลายคน หนังสือของเขาเหล่านี้นั้น ผมอ่านเกือบ 10 รอบขึ้นไปทั้งนั้น
ขอผมยกตัวอย่างซักเล็กน้อยนะครับ

1. โรเบิร์ต ที คิโยซากิ - ผู้เขียนหนังสือ Rich Dad Poor Dad, หนังสือชุดนี้ คุณแม่เป็นผู้มอบให้ผมอ่านผมอ่าน
ผมถือว่าเป็นหนังสือที่เป็นจุดเริ่มต้นของผมเลยทีเดียว ผมอ่านได้ไม่เคยเบื่อ ว่างๆก็หยิบมาอ่านเล่นอยู่เสมอๆ

2. วอร์เรน บัฟเฟตต์ - สุดยอดนักลงทุน อันดับหนึ่งของโลก ด้วยแนวความคิดที่เรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง บวกกับอารมณ์ขันแบบฉลาดๆ
ก็สามารถทำให้ผมอ่านหนังสือของเขาได้หลายรอบเหมือนกัน

3. ปีเตอร์ ลินซ์ - สุดยอดนักลงทุน ที่ใครก็ต้องยกนิ้วให้ หนังสือของเขา สนุกสนาน โลดโผน เหมือนกับหนังจีนกำลังภายใน
ยิ่งอ่านก็ยิ่งมันส์ และด้วยแนวความคิดระดับอัจฉริยะของเขา ที่มักจะล้อเลียนความงี่เง่าของตนเองอยู่บ่อยๆ
ทำให้การอ่านหนังสือเรื่องลงทุนในหุ้นของเขานั้น กลายเป็นหนังสือตลกได้ได้อย่างง่ายดาย

4. ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร - นักลงทุนแบบ Value invester ที่ประยุกต์ใช้หลักการของ วอร์เรน บัฟเฟตต์+ปีเตอร์ ลินซ์ กับเมืองไทยได้อย่างยอดเยี่ยม บวกกับการล้อเลียนเรื่องราวแย่ๆในการลงทุนแบบไทยๆ ให้เป็นเรื่องตลกและเข้าใจง่าย ทำให้ผมต้องประกาศตัวเป็นแฟนคลับของเขาเลยทีเดียว

แล้วสำหรับ "เศรษฐกิจพอเพียง" ล่ะ??
ผมได้ยินผู้คนพูดถึงคำนี้มานานแล้ว แม้แต่ ดร.นิเวศน์ เอง ก็พูดถึงอยู่บ่อยๆ แต่ผมก็ไม่ได้ศึกษาลึกซึ้งให้มากนัก
เพราะไม่มีใครพูดว่า "ใช้เศรษฐกิจพอเพียงแล้วรวย!!!" เลยซักคน

สิ่งที่ติดอยู่ในหัวของผมก็คือ โฆษณาชุดหนึ่ง
เป็นโฆษณาที่ดีมาก ผมคิดว่าหลายคนก็คงมีโอกาศได้เห็น
http://www.porpeanglife.com/media.php?view=viewDate&orderView=date&id=39&page=7

สำหรับผม นิยามของคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง ก็เหมือนกันกับโฆษณาเรื่องนี้แหล่ะครับ
แต่ล่ะคนช่วยๆกัน, คนรอบๆตัวมีรายได้ที่ดีขึ้น และ มีความสุข

กลับมาที่ปัญหาในการหาสินค้าเพื่อไปขายในอีเบย์ของผมต่อนะครับ
ผมคิดว่าสิ่งที่ผมต้องการในตอนนี้ ก็คือการเปลี่ยนบรรยากาศซะบ้าง
โดยพักจากการนั่งคิดว่าจะขายอะไร เท่าไร ยังไง, มาเป็นทำอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกันบ้าง
ถือเป็นการผ่อนคลาย และ เผื่อจะได้ไอเดียอะไรใหม่ๆบ้าง

ระหว่างที่อ่านๆไปได้ซักพัก ผมก็มาคิดว่า ในอีเบย์นี้ จะมีของเกี่ยวกับในหลวงขายบ้างมั้ยนะ?
ถ้าเราเกิดไปอยู่ในอเมริกา แล้วเกิดคิดถึงในหลวง เราจะไปหาซื้อสินค้าเกี่ยวกับในหลวงได้ยังไงกันนะ?

ผมรีบเก็บหนังสือ ทั้งๆที่ยังอ่านไปได้ไม่ถึงบท แล้วเปิดอีเบย์ หาสินค้าเกี่ยวกับในหลวง
ผมพบว่า มีสินค้าเกี่ยวกับในหลวงน้อยมาก ส่วนมากเป็นสแตมป์ซะด้วยซ้ำ

ผมเลยคิดว่านี่น่าจะเป็นโอกาศที่ดี ที่จะหาสินค้าเกี่ยวกับในหลวงมาขาย
เพราะอะไรครับ?? เพราะสินค้าเกี่ยวกับในหลวงนั้น ตรงกับเงื่อนไขที่ผมวางได้หลายข้อ

หาได้ที่ประเทศไทยที่เดียว = อันนี้คงไม่ต้องอธิบาย

ผมเข้าใจสินค้า = ผมเข้าใจว่าคนไทยทุกคนก็คงเข้าใจ

เป็นสินค้าที่อยู่ในตลาดกลุ่มเฉพาะ (Niche Market) = เหมาะกับคนไทยในต่างประเทศไงครับ เป็นกลุ่มเฉพาะที่มีขนาดน่าสนใจทีเดียว
ผมคิดว่า น่าจะมีคนไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ น่าจะมีเกิน 1 แสนคน
แล้วลองนึกดูซิครับว่า หากคุณอยู่ต่างประเทศแล้วอยากได้รูปในหลวงซักรูป จะไปหาที่ไหนได้ล่ะครับ?
(ผมลองใช้กูเกิ้ลหาข้อมูลดู โดยพิมพ์ "จำนวน คนไทย ในต่างประเทศ" ผลที่ได้คือ ใกล้เคียงกับที่ผมประมาณมาก)

ผลิตได้ในไทย = ผมไม่คิดว่าประเทศจีนจะมีโรงงานผลิตสินค้าเกี่ยวกับในหลวง
ดังนั้น ผมไม่ต้องปวดหัวว่า จะมีใครเอาของจากเมืองจีนมาขายแข่งด้วย

ให้สู้ราคาขายกับต่างชาติได้ = ถ้าฝรั่งมาซื้อเกี่ยวกับในหลวงในไทย เขาคงซื้อถูกกว่าผมไม่ได้แน่นอน

หลังจากที่ผมคิดว่าผมน่าจะขายสินค้าเกี่ยวกับในหลวง ผมก็ลองเขียนรายชื่อสินค้าที่เกี่ยวกับในหลวงมาจำนวนหนึ่ง
ซึ่งผมก็พอจะรู้อยู่บ้างว่า สินค้าเหล่านี้ขายอยู่แถวไหน... ดังนั้นผมไม่รอช้าเลยครับ รีบแต่งตัวอาบน้ำออกไปดูสินค้าจริงกันเลยดีกว่า

ภรรยาสุดสวยแสนดีของผมถามว่า จะอาบน้ำแต่งตัวออกไปไหน?? ผมก็บอกว่า จะหาสินค้าเกี่ยวกันในหลวงมาขายซักหน่อย
เจ้าหล่อนบอกให้รอเดี๋ยว แล้วก็เดินหายขึ้นไปข้างบนซักพักหนึ่ง และ กลับลงมาพร้อมกับโปสการ์ดปึกใหญ่

ปรากฏว่า โปสการ์ดปึกใหญ่นั้น มีโปสการ์ดรูปในหลวงสวยๆหลายแบบ และมียังมีลายอื่นที่ดูสวยอีกหลายแบบเลยทีเดียว
แฟนผมบอกว่า เธอซื้อมา กะว่าจะใช้แจกญาติ แจกลูกค้า, แต่แจกมาหลายปีแล้ว ยังไม่หมด
ผมมองดูแล้ว คิดว่า ถึงมันจะเป็นรูปในหลวงเหมือนกัน แต่ก็เป็นแค่โปสการ์ด ผมอยากได้สินค้าที่ดูดีกว่านี้
เมื่อผมบอกความคิดผมให้ภรรยาสุดที่รักฟัง เธอก็ตอบกลับมาว่า
"ช่วงนี้เป็นช่วงใกล้สิ้นปี,ราวปลายเดือนพฤศจิกายน น่าจะมีคนอยากซื้อโปสการ์ดเพื่อเอาไว้แจกคนรู้จักนะ
แถมยังไม่ต้องเปลืองเงินไปซื้อของที่ไม่รู้ว่าจะขายได้รึเปล่า สู้เราใช้ของๆเราให้หมดก่อนจะดีกว่า"

ในเวลานั้น ผมต้องเงียบไปซักพัก เพื่อให้ผมได้มีเวลาย่อยแนวคิดของภรรยาผม
และผมก็พบว่าสิ่งที่ผมคิดจะทำนั้น "พอเพียง" สู้ที่ภรรยาคิดจะทำไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

1. ผมคิดจะเสียเงินซื้อสินค้า, ไม่ว่ามันจะถูกหรือแพง, มันก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องนำเงินบ้านมาใช้ ในขณะที่แนวคิดของภรรยาผม
มัน คือของฟรี เพราะซื้อมาไว้นานแล้ว แถมใช้ปีล่ะครั้ง แล้วก็ถูกเก็บดองอยู่ในห้องเก็บของ หากเอามาขายให้หมด ก็น่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับบ้าน
แม้จะได้ไม่กี่บาทก็ตาม
(ซึ่งภรรยาผมก็มีหลัการเหมือนกับกฎของวอเรน บัพเฟ็ต ที่ว่า ข้อ1. อย่าเสียเงิน ข้อ2. ให้กลับไปดูข้อ 1.)

2. เป็นสินค้าที่ตรงต่อความต้องการของตลาดในขณะนั้น
เป็นหลักธรรมชาติมากๆว่า เมื่อถึงฤดูฝน การทำนาก็ให้ผลดี, เมื่อถึงสิ้นปี คนก็ต้องใช้โปสการ์ดอวยพร เป็นธรรมดา
การที่ผมพยายามจะไปหาสินค้ากับในหลวง ซึ่งอาจจะเป็นรูปภาพ โปสเตอร์ โดยคิดว่า อาจจะมีคนซื้อเพื่อนำไปใช้เป็นของขวัญนั้น
เมื่อเทียบกับ คนที่คิดจะซื้อโปสการ์ดเพื่อนำไปแจกช่วงปีใหม่แล้ว อย่างหลังน่าจะมีคนซื้อเยอะกว่าแน่นอน

3. การขายโปสการ์ดที่เหลือในบ้านนั้น ย่อมสร้างรอยยิ้มและความสุขให้แก่ภรรยาผมแน่นอน เพราะไม่ต้องเปลืองเงินไปซื้อของ
ไม่ต้องทะเลาะกันเพราะขัดใจ (ที่ไม่ยอมขายของที่ฉันหามาให้) และหากขายได้ ภรรยาผมย่อมดีใจ เพราะเป็นไอเดียของเธอด้วย
ผมคิดว่า ความสุขของคนข้างๆ สำคัญกว่าความภูมิใจไร้สาระส่วนตัวของผม
ผมจึงตกลงที่จะเริ่มขายโปสการ์ดในหลวง และ โปสการ์ดสวยๆแบบอื่นๆที่ภรรยาผมนำมาให้

หลังจากที่ทำโฆษณา และ แปะไว้ในอีเบย์ ตอนช่วงค่ำ
ผมต้องประหลาดใจอย่างมากที่ เช้าวันรุ่งขึ้น มีคนเข้ามาประมูล(Bid) ทันที
และก็ต้องประหลาดใจอย่างที่สุด เมื่อ สามวันให้หลัง โปสการ์ดที่วางขายไว้นั้น ถูกประมูลถึง 7 ใน 10 แบบ

แม้จะได้กำไรจากการขายน้อยมาก แต่นั้นก็คือกำลังใจ และ ความตื่นเต้น
คิดดูซิครับว่า มีกี่คนที่วางสินค้าขายตอนแรกแล้ว ขายไม่ได้
คิดดูซิครับว่า มีคนอื่น ต้องเสียเงินค่าวางสินค้าไปเท่าไร กว่าจะขายของชิ้นแรกได้
นี้ทำให้ผมนึกถึงความรู้สึกของปีเตอร์ ลินส์ ที่เขาซื้อหุ้น(ฟลายอิ้งไทเกอร์)เป็นตัวแรกในชีวิต
แล้วต่อมา หุ้นตัวนี้ขึ้นราคาไปถึงเป็นสิบเท่า (สิบเด้งในภาษาของลินซ์)
เขา กล่าวว่า หากประสบการณ์ครั้งแรกในการซื้อขายหุ้นของคุณเป็น หุ้นสิบเด้ง, หลังจากนั้น คุณก็คงจะไม่สนใจคำพูดที่ไม่ดีเกี่ยวกับหุ้นอีกเลยล่ะ

ในรายการขายนั้น มีลูกค้าผู้หญิง เป็นคนไทยที่อยู่อเมริกา ต้องการซื้อโปสการ์ดในหลวงรวมกันมากกว่า 10 ใบ
เธอบอกว่า จะเอาไปให้ญาติผู้ใหญ่ของเธอ เธอดีใจมากที่ได้โปสการ์ดรูปในหลวงไปกราบญาติผู้ใหญ่ของเธอ
มีคนอิตาลี ซื้อโปสการ์ดลายในหลวง (ไปทำไมก็ไม่รู้) 1 ใบ
และมีคนอเมริกาอีก หลายคน ที่ซื้อแบบสวยๆ ซึ่งจะเป็นรูป ลายไทย + ลายภาพสีน้ำ อีกคนล่ะ หลายๆใบ ซึ่งผมมาคิดได้ในภายหลังว่า
นี่น่าจะเรียกว่าเป็นการ Cross selling เพื่อเพิ่มโอกาศขาย โดยได้มาจากสามัญสำนึกของภรรยาผมมากกว่า
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับลูกค้าหญิงคนแรกนั้น เธอประทับใจ และ พอใจในสินค้าเป็นอย่างมาก
ซึ่งต่อมาเธอได้ให้คำแนะนำดีๆเกี่ยวกับการขายของในอีเบย์กับผมหลายอย่าง

สรุปการซื้อขายครั้งนี้นั้น น่าจะได้กำไรหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่น่าจะเกิน 200 บาท
แต่ถ้าลองสังเกตให้ดี คุณจะเห็นได้ว่า แค่การขายโปสการ์ดถูกๆ ก็สามารถสร้างรอยยิ้ม และ ความรู้สึกที่ดีให้กับคนได้หลายคน
ทั้ง ภรรยาผม, ลูกค้าหญิงคนแรก, ลูกค้าจากอิตาลี ซึ่งเมล์มาขอบคุณและพูดคุยเป็นอย่างดี, และมีลูกค้าอีกหลายคนที่ถูกใจในโปสการ์ดที่ได้ไป

ผมพบว่า ผมได้พบอะไรบางอย่างที่สำคัญมาก
สิ่งที่ผมได้ทำลงไปทั้งหมดนั้น มีความใกล้เคียงกับโฆษณาชุมชนเป็นสุขที่ผมเคยดู
แม้เนื้อเรื่องจะไม่เหมือนกัน แต่เนื้อหาใจความและผลที่ผมได้รับนั้น มีความใกล้เคียงกันมาก

นี้ทำให้ผมรู้สึกอยากเรียนรู้เกี่ยวกับแนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้มากยิ่งขึ้น
สิ่งที่ผมอยากรู้ ผมน่าจะหาได้จากหนังสือเศรษฐกิจพอเพียงที่ผมยังอ่านไม่จบ

ในตอนนั้น ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเศรษฐกิจพอเพียง จริงๆแล้วคืออะไร
แต่ที่แน่ๆ ผมได้ทำให้เกิดความสุขแก่คนรอบตัวผม สร้างความพอใจให้กับลูกค้า
สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัวได้อย่างคุ้มค่า
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ น่าจะพอเรียกได้ว่าเป็นก้าวแรกของเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับคนรู้ไม่จริงอย่างผม

ผมจึงตัดสินใจว่า ต้องรีบอ่านหนังสือเศรษฐกิจพอเพียงให้จบซักหลายๆรอบ
เผื่อจะได้แนวคิดดีๆนำมาปรับใช้กับการขายของในอีเบย์ต่อไป

ตอนหน้า
"เมื่อผมต้องตกตะลึงกับเศรษฐกิจพอเพียงที่หลังบ้านผม"

____________________________________________________________
ใครนั่งขายของทางอีเบย์ แล้วเบื่อๆ ไม่มีอะไรทำ
มาคุยกันเล่นได้นะครับ เผื่อว่าจะไ้ด้ช่วยกันคิด ช่วยกันทำไปด้วย
ทำคนเดียว มันน่าเบื่อครับ แถมอยากเลิกง่ายด้วย
p o r p e a n g s e l l e r @hotmail.com (พิมพ์ใหม่ โดยไม่เว้นวรรคนะครับ)

เมื่อผมขายของในอีเบย์ ด้วย แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

porpeangseller
บล็อกของนาย จ.จื้อ

Sunday, February 1, 2009

ริ่มเห็นหนทางที่จะทำเงิน



ขอแจมบ้างครับ

อันนี้เป็นไอดีใหม่ล่าสุดที่ผมสมัครโดยใช้ชื่อแม่ สมัครตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2551

สร้าง aStore โดยใช้แนวคิด Unique aStore ปัจจุบันมี 49 ร้าน

จำนวน aStore ที่มีสินค้าที่ขายได้ 16 ร้าน

โดยใช้ back link ส่งเข้า aStore จากเวบไซต์เดียว และ 1 ลิ้งค์เท่านั้น พอติด index ก็ถอดลิ้งค์ออก

ไม่ได้มีการหา back link ต่อเลย!!! เลือกสินค้าดีมีชัยไปกว่าครึ่งครับ

อย่างไรก็ตาม ถ้าร้านไหนผมเห็นว่ามีแววดีมาก ๆ ก็จะหา back link เข้า เพื่อกันคนมาเบียดแย่งที่อันดับต่อไป
Quote from: shaiaiw on June 29, 2008, 02:08:28 PM
**โดยใช้ back link ส่งเข้า aStore จากเวบไซต์เดียว และ 1 ลิ้งค์เท่านั้น พอติด index ก็ถอดลิ้งค์ออก**

วิธีการทำ back link ให้ดี ... ทำยังไงได้อีกบ้างค่ะ นอกเหนือจาก ทำเป็นลายเซ็นต์ กะ แลกลิงก์


ก่อนอื่นเราควรมีเวบไซต์เป็นของตัวเองก่อนเลยครับ และก็โปรโมทเวบไซต์เราให้ดี ๆ ให้มี PR

เวลาทำลิ้งค์จากเวบไซต์ไปที่ aStore ก็จะมีโอกาสติด index ได้ง่ายขึ้น

แต่ถ้าเรายังไม่มีเวบไซต์ที่มีอายุ หรือ PR ก็ลองใช้วิธีไปคอมเม้นต์ตามบล็อกที่เขาอนุญาตให้ใส่ลิ้งค์ดูสิครับ

ถือว่าเป็นการเข้าไปอ่านและแวะเยี่ยมเยียนเพื่อนชาวเวบไซต์ต่าง ๆ ไปด้วย เราจะได้เห็นแนวทางการทำเวบไซต์แต่ละคน

และนำสิ่งดี ๆ มาประยุกต์ใช้กับเวบไซต์เราครับ

ปล. ก่อนคอมเม้นต์ก็อ่านบทความที่เขาเขียนกันบ้างนะครับ คนทำเวบเขาได้มีกำลังใจ
บล็อกของนาย จ.จื้อ

หลังจาก Index แล้วร้านหายกันไหมครับ

เป็นเรื่องปกติมาก ๆ ครับ เป็นทุกครั้งครับ ไม่มีครั้งไหนที่ติด Index ครั้งแรกแล้วไม่หาย

อาจจะหายไป 2 - 10 วัน แล้วแต่อารมณ์พี่ Goo

อัด Back Link พร้อมกับปรับแต่ง Title หรือ รายละเอียดเล็ก ๆ น้อยให้กับ aStore ด้วย

Bot วิ่งไปอีกทีจะได้เห็นว่า aStore เรามีการอัพเดตหรือเคลื่อนไหว

ถ้าอันดับเคยอยู่หน้า 2 - 3 ของผลการค้นหา หากปรับได้ จังหวะดี ๆ จะพรวดมาอยู่หน้าแรกของผลการค้นหาเลยครับ

ถ้าเข้าใจพฤติกรรมของ Google ที่มีต่อ aStore แล้ว จะรู้ว่า aStore มันมีสเน่ห์กว่าที่คุณคิด... cool
ขอถามเรื่อง back link อะครับ ให้เราอัด back link ผ่าน blog ของเรา
หรือ submit directory ให้ตัว astore โดยตรงเลยอะครับ
แบบฉบับของคุณ mail4k อะครับ
ขอบคุณครับ
สำหรับผมปกติจะไม่เคยเอา aStore ไป submit directory เพราะขนาดเวบไซต์หรือ blog เขายังไม่ค่อยรับเลย
หรือกว่าเขาจะ approve ก็ไม่ทันกิน ผมมักจะใช้ back link ผ่าน blog หรือเวบไซต์ของตัวเองมากกว่าครับ

โดยจะเลือกดัน BL เฉพาะ aStore ที่มีแวว คือ มี orders ตั้งแต่ติด Index ทันที

หรือ ติดอันดับอยู่ภายใน 3 หน้าแรกของผลการค้นหา ใน keyword ที่ผมคิดว่าน่าจะขายได้

นอก นั้นผมทิ้งตามมีตามเกิด ถ้าฟลุ๊กขายได้จึงค่อยมาปั่นต่อ (มี aStore ~80% ที่ผมทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ จึงไม่โปรโมทและไม่หา BL เข้าต่อครับ เพราะเอาเวลาไปปั้นสินค้าตัวใหม่จะมีโอกาสเจอสินค้าทำเงินมากกว่าครับ)

อาจจะทำ back link เป็นเขียน blog เพื่อ review สินค้า (ข้อมูลก็เอาจาก aStore แหล่ะครับ)

แล้วก็ทำลิงค์เข้า aStore ในท้ายของ review ที่เขียน (จริง ๆ แล้ว copy มากกว่า หุ ๆ)

เสร็จแล้วก็อาจจะไป ping ที่ hxxp://autopinger.com/ ซักนิดเพื่อความสบายใจ 555+
  • http://forums.sem.or.th/index.php/topic,13199.msg87336.html#msg87336
บล็อกของนาย จ.จื้อ

ทำยังไงให้ ได้ index หลายๆหน้า

มีกรณีศึกษาของผมอยู่อันนึงน่าสนใจมากครับ

ผมทำ blog โดยใช้ blogspot ในส่วนของการเขียนบทความ ผมจะแทรกรูปลงไปด้วย

โดยรูปนั้นผมจะทำลิ้งค์ไปที่หน้าย่อยของสินค้า และ alt จะระบุเป็น "ชื่อของสินค้า"

โค๊ดที่ได้จะเป็นประมาณนี้ครับ

Code:
ชื่อของสินค้า

ผมปรากฎว่ามีโอกาสสูงมากที่บอทจะวิ่งเข้าหน้าย่อย แล้ว index มากกว่าการเขียนลิ้งค์ตรง ๆ แบบ text ครับ

แต่ก็ไม่ได้ผลทั้งหมดน่ะครับ แต่ส่วนมากจะได้ผลครับ ลองเอาไปใช้ดูน่ะครับ ได้ผลยังไงก็มาบอกกันด้วยนะครับ

  • http://forums.sem.or.th/index.php/topic,13188.msg87134.html#msg87134
บล็อกของนาย จ.จื้อ

เทคนิคการหา Keyword เพื่อสร้าง Unique aStore mail4k

สวัสดีครับ

หลังจากที่ได้ทวงคุณ pook เกี่ยวกับห้อง aStore คุณ pook ก็จัดให้ทันที

วันนี้เลยขอมาเปิดกระทู้ด้วยการแชร์เทคนิคการหา keyword เพื่อสร้าง Unique aStore ของผมน่ะครับ


ขั้นที่ 1 เปิดเข้า amazon แล้วเข้าไปหมวดสินค้าอะไรก็ได้ ตัวอย่างผมจะเข้าไปที่

Auto Motive> Motor Oil

ผมสังเกตุเห็นว่ายี่ห้อ Royal Purple มีสินค้าขายอยู่ค่อนข้างมาก (99) จึงถือว่าเป็นยี่ห้อที่น่าสนใจ ก็ขอเลือกตัวนี้แล้วกันครับ


ขั้นที่ 2 เอาไปตรวจสอบว่ามีคู่แข่งที่เป็น aStore อยู่หรือเปล่า โดยพิมพ์ site:astore.amazon.com Royal Purple

จะเห็นได้ว่า มี index เกี่ยวกับสินค้ายี่ห้อ Royal Purple แค่เพียง 58 แถมไม่มีใครใช้ Royal Purple มาเป็น tracking id ซะด้วย
แสดงว่าคู่แข่งสินค้าตัวนี้ใน aStore ไม่มีครับ


ขั้นที่ 3 ใช้ยี่ห้อ เป็น Keyword หลัก และไปหา Niche keyword ของ Royal Purple และประมาณการค้นหาของ keyword

โดยใช้เครื่องมือที่เวบ
Code:
http://tools.seobook.com/keyword-tools/seobook/index.php


ขั้นที่ 4 นำ Niche keyword ไปพิมพ์ตรวจสอบปริมาณคู่แข่งใน google ตัวอย่างผมจะเลือกคำว่า Royal Purple Oil จะเห็นได้ว่าคำนี้มีปริมาณการค้นหาค่อนข้างสูงและคู่แข่งใน google ก็ไม่เกิน 3 แสน ก็ถือว่าเป็น Niche keyword ที่น่าปั้นได้

จึงใช้ Royal.Purple.Oil เป็น tracking id (ผมชอบใช้ . คนอื่นจะใช้ - ก็ได้นะครับ)


ขั้นที่ 5 สร้าง aStore ขั้นตอนนี้คงไม่อธิบายอะไร ใช้วิธีตามคุณ pladib เลยครับ

http://forums.sem.or.th/index.php/topic,9954.0.html



แต่เทคนิคเสริมสำหรับตรงนี้คือ เราย้อนกลับไปดูที่
Code:
http://tools.seobook.com/keyword-tools/seobook/index.php

และดูว่า keyword นี้มีคนค้นหาเกี่ยวกับการซื้อขายบ้างหรือไม่ ก็นำ keyword เหล่านี้ มาเขียนแทรกปนใน title catarogy และ descriptions อย่างในรูปก็มีเช่น best price on royal purple หรือ royal purple lowest price

ผม ถือว่าการเติม prefix และ suffix เหล่านี้ให้กับ keyword เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะบางครั้ง aStore เราสร้างใหม่ ๆ จะดันให้ขึ้นอันดับใน keyword หลัก อาจทำได้ยาก

แต่ถ้าหากมีการ เสริม prefix และ suffix (เช่น buy, cheap, discount, sale เป็นต้น) เข้าไปโอกาสที่มีคนจะค้นเจอ aStore เราจะมีเยอะขึ้น

และ prefix และ suffix ที่เราเสริมก็เป็นเกี่ยวกับการซื้อขาย คนที่ค้นมาจึงมีโอกาสสูงที่จะซื้อสินค้าเราครับ

ที่เหลือก็อาจจะต้องโปรโมท aStore ไปเรื่อย ๆ จนสามารถติดอันดับได้ใน keyword หลักครับ ถ้าดวงดีก็ขึ้นหน้าแรกได้ไวครับ 555+



อีกนิดน่ะครับ จากรูปจะเห็นว่าถ้าเราเลือกสินค้าให้ ชื่อของสินค้ามี keyword แทรกอยู่ตลอด สิ่งนี้แหล่ะครับ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ aStore เราเด่นมากใน keyword นี้ ทำให้การทำอันดับใน google ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย

พอแค่นี้ก่อนแล้วครับ เพราะผมเขียนไปเริ่มจะงง ๆ แล้ว คิดคงจะมีคนที่อ่านแล้วไม่เข้าใจเพียบ 555

แต่ก็ลองทำความเข้าใจและเอาไปประยุกต์ใช้กันดูน่ะครับ

ขอบคุณครับ
  • mail4k
  • http://forums.sem.or.th/index.php/topic,12987.msg85010.html#msg85010
บล็อกของนาย จ.จื้อ

หัวใจของการสร้าง aStore ของผมตอนนี้คือการสร้าง aStore mail4k

แต่ ล่ะคน วรยุทธสูงจิงๆๆ ตอนนี้ธาตุไฟผมแตกแล้วครับ กำลังฝึกใหม่ ออ อยากถามพี่ mai หน่อยครับว่าทำแต่ astore หรอครับ หรือ ทำบล็อกไปด้วยครับ


ผมว่าหลาย ๆ คนอาจจะหลงทางไปเน้นในเรื่องการโปรโมทน่ะครับ จริง ๆ แล้ว

ผมเองก็เคยหลงทางไปในการสร้างสินค้าตามกระแสอยู่ช่วงหนึ่ง แต่หลังจากที่มีเรื่องเข้าใจผิดกับคุณ Mortal

ทำให้ผมได้ค้นพบแนวทางใหม่ทันทีคือ Unique aStore

หัวใจของการสร้าง aStore ของผมตอนนี้คือการสร้าง aStore ในสินค้าที่ยังไม่มีใครทำ หรือ เขาทำได้ไม่ดีพอ

ผมต้องทำให้ aStore ของผมแตกต่างและเด่นกว่า aStore ของคนอื่น ไม่ใช่ที่หน้าตาน่ะครับ แต่เป็นที่เนื้อหา

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพบสินค้าที่ไม่มีใครหยิบมาทำได้ยิ่งดี

ผมตรวจสอบโดยพิมพ์ site:astore.amazon.com keyword

ตรง keyword คือ ชื่อยี่ห้อ หรือหมวดสินค้าที่ผมจะทำ ถ้าพบว่าคู่แข่งที่เป็น aStore ด้วยกันไม่มี หรือมีแต่เขาทำไม่เน้นพอ ผมจะลุยทันทีครับ
ถ้าเรา ผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ เรื่องการโปรโมทไม่ใช่เรื่องยากแล้วครับ บางครั้งแค่ติด index ก็ขึ้นหน้าแรกแล้วครับ เพราะโดเมน amazon เนี่ยของเขาแรงจริงครับ

ผมว่าสาเหตุที่หลายคนติด index กันยากเพราะไปทำ aStore คล้าย ๆ กัน ซึ่งก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่า Google เองจะตรวจสอบเนื้อหาที่ใกล้เคียงกันได้ และหากพบว่าเนื้อหาใกล้เคียงกัน ก็จะไม่ได้รับการ index หรือ ถูก deindex ได้อย่างง่าย

ยกตัวอย่าง เลยนะครับ ใครคิดจะทำ webkinz หรือ ipod ตอนนี้ล่ะก็ อย่าทำเลยครับ เหนื่อยไม่คุ้มหรอกครับ ของที่ขายดีกว่าพวกนี้ยังมีอีกเยอะครับ จริง ๆ ผมเองก็เสียเวลาไปกับ 2 อย่างนี้ไม่ใช่น้อย พอผมรู้สึกตัวได้ ผมก็ทิ้งมันทันทีครับ เพราะว่ามี aStore ครองสินค้าเหล่านี้ไว้มากแล้ว ซึ่งก็ตรวจสอบได้ เช่น พิมพ์ site:astore.amazon.com webkinz หรือ site:astore.amazon.com ipod ใน google จริง ๆ เจ้าที่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ คนแถวนี้ทั้งนั้น 555+

สินค้าใน Amazon ขายได้ทุกชิ้น และจงเชื่อมั่นว่าสินค้าที่ Amazon นำมาขายเองเป็นสินค้าที่เขาวิจัยการตลาดมาแล้วว่ามีลูกค้าที่จะซื้อผ่านเนต ไม่จำเป็นต้องเป็น bestseller เสมอไปครับ
  • http://forums.sem.or.th/index.php/topic,12962.msg84919.html#msg84919
บล็อกของนาย จ.จื้อ
 
Copyright 2009 จื้อเหว่ย. Powered by Blogger Blogger Templates create by Deluxe Templates. WP by Masterplan