ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า โดยธรรมชาติของคนใช้ google เป็นแบบนี้
ลำดับ ที่ 1 Browse - จะใช้คีย์เวิร์ดทั่วๆไปประมาณ 1 - 2 คำ ค้นหาสิ่งที่เค้าต้องการ เช่น used car, hdtv อะไรประมาณนี้ ซึ่งพวกนี้จะเป็นคีย์เวิร์ดแบบ Mass ซึ่งส่วนมาก conversion จะน้อยมาก
ลำดับ ที่ 2 Compare - เค้าก็จะใช้คีย์เวิร์ดที่หลายคำหน่อยในการเปรียบเทียบสินค้าครับ เช่น compare used car อะไรประมาณนี้ คีย์เวิร์ดแบบนี้จะมี conversion เพิ่มขึ้นอีกนิดส์นึง
อันดับที่ 3 Buy - นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ผู้ใช้จะซื้อสินค้า หรือที่พวกเราเรียกกันว่า "ปิดการขาย" นั่นเองครับ ซึ่งคีย์เวิร์ดพวกนี้จะเป็นคีย์เวิร์ดที่มี conversion ที่สูงมาก และจะประกอบไปด้วยคีย์เวิร์ด 3 - 5 พยางค์ ด้วยกัน หรือที่พวกเราเรียกกันว่า niche long tail คีย์เวิร์ดพวกนี้ พวกเรามักจะหากันเอาเป็นเอาตาย เลยทีเดียว แต่ที่น่าแปลกใจคือ คู่แข่งน้อยมาก (บางทีมีผมโฆษณาอยู่คนเดียว เหงาเลย)
คราวนี้เราจะมาดูว่า เจ้าตัวคีย์เวิร์ดที่มี conversion น้อยๆในข้อ 1 นั้น เราจะทำให้มันเป็นคีย์เวิร์ดทำเงินได้ยังไง
ลองคิดนอกกรอบครับ มันไม่ใช่แค่เราโฆษณาใน adwords แล้วส่งลูกค้าไปที่หน้าของเจ้าของสินค้าเท่านั้น
ลอง เปลี่ยนเป็น google --> landing page ที่ประกอบด้วย บอกเพื่อนเกี่ยวกับเว็บนี้, ใส่อีเมลล์ของคุณเพื่อรับข่าวสารฟรี พวกนี้ทำเงินได้หมดเลยครับ ขึ้นอยู่กับมันจะใช้ยังไง
สมมตินะครับสมมติ สมมติว่า
เดือนที่ 1
- นาย bmw ส่ง traffic ไปที่เว็บเจ้าของสินค้าโดยตรง โดยใช้คีย์เวิร์ด niche long tail(ที่ส่วนมากมันจะเป็นคีย์เวิร์ดทำเงิน) มี traffic 10,000 ครั้ง/เดือน เสียค่าใช้จ่าย $100 --> รายได้ $1,000
- นาย wmb ส่ง traffic ไปที่ landing page โดยใช้คีย์เวิร์ดแบบ Mass(ที่ส่วนมากเค้าจะใช้ค้นหาข้อมูลเฉยๆ) มี traffic 10,000 ครั้ง/เดือน เสียค่าใช้จ่าย $100 แต่นาย wmb เก็บข้อมูลลูกค้าได้ 1,000 คน โดยขายสินค้าไม่ได้เลย
เดือนที่ 2
- นาย bmw ส่ง traffic ไปที่เว็บเจ้าของสินค้าโดยตรง โดยใช้คีย์เวิร์ด niche long tail(ที่ส่วนมากมันจะเป็นคีย์เวิร์ดทำเงิน) มี traffic 10,000 ครั้ง/เดือน เสียค่าใช้จ่าย $100 --> รายได้ $1,000 เหมือนเดือนที่ 1
- นาย wmb ส่ง traffic ไปที่ landing page โดยใช้คีย์เวิร์ดแบบ Mass(ที่ส่วนมากเค้าจะใช้ค้นหาข้อมูลเฉยๆ) มี traffic 10,000 ครั้ง/เดือน เสียค่าใช้จ่าย $100 แต่นาย wmb เก็บข้อมูลลูกค้าได้อีก 1,000 คน รวมฐานข้อมูลลูกค้าเป็น 2,000 คน และดูแลลูกค้าด้วยข่าวสารที่ลูกค้าชอบ สุดท้ายขายสินค้าแค่ 1 ชิ้น แต่รวมรายได้ $500 ในเดือนนั้น
เดือนที่ 3
- นาย bmw ส่ง traffic ไปที่เว็บเจ้าของสินค้าโดยตรง โดยใช้คีย์เวิร์ด niche long tail(ที่ส่วนมากมันจะเป็นคีย์เวิร์ดทำเงิน) มี traffic 10,000 ครั้ง/เดือน เสียค่าใช้จ่าย $100 --> รายได้ $1,000 เหมือนเดือนที่ 1
- นาย wmb ส่ง traffic ไปที่ landing page โดยใช้คีย์เวิร์ดแบบ Mass(ที่ส่วนมากเค้าจะใช้ค้นหาข้อมูลเฉยๆ) มี traffic 10,000 ครั้ง/เดือน เสียค่าใช้จ่าย $100 แต่นาย wmb เก็บข้อมูลลูกค้าได้อีก 1,000 คน รวมฐานข้อมูลลูกค้าเป็น 3,000 คน และดูแลลูกค้าด้วยข่าวสารที่ลูกค้าชอบ สุดท้ายขายสินค้าเพิ่มเป็น 10 ชิ้น แต่รวมรายได้ $10,000 ในเดือนนั้น
ลองคิดดูนะครับ ถ้านาย wmb เก็บข้อมูลลูกค้าไปเรื่อยๆ แล้วมีฐานข้อมูลลูกค้าที่ใหญ่มาก แล้วเค้าขายสินค้า 100 ชิ้น มันจะเกิดอะไรขึ้น
คือแนวคิดนี้ผมเอามาจาก Robert T Kiyosaki ครับ คนที่เขียนหนังสือชุด "พ่อรวยสอนลูก" เค้าบอกว่า "คนรวยมองหาเครือข่าย ในขณะที่คนทั่วไป มองหางานทำ"
ลอง คิดดูนะครับ ถ้าเราทำแบบที่เราเคยทำกันรวมทั้งผมด้วย คือส่งลูกค้าไปที่เว็บเจ้าของสินค้าทุกเดือนๆ มันเปรียบเหมือนผมเป็นร้านค้าทั่วๆไป ที่ต้องทำงานหนักทุกวันๆ ตื่นเช้าเปิดร้าน เฝ้าร้าน ค่ำปิดร้าน นี่คือสิ่งที่เราเห็นกันทุกวันแต่ไม่เคยเอะใจเลย
แต่ลองดู 7-Eleven สิครับ เค้าก็เป็นร้านค้าเหมือนกัน แต่ผมถามว่า บริษัท 7-Eleven เค้าขายสินค้าที่อยู่ในร้าน หรือว่าเค้าขายระบบ 7-Eleven เพื่อสร้างเครือข่ายให้เค้า ลองคิดดูดีๆนะครับว่า
- 7-Eleven จะต้องมาง้อคุณเพื่อเอาสินค้าของคุณไปขาย หรือ...
- คุณต้องไปง้อ 7-Eleven ให้เอาสินค้าของคุณไปขาย
คุณลองคิดดูนะครับว่าตอนนี้ 7-Eleven มีกี่สาขาทั่วประเทศไทย
- ถ้าคุณเอาลูกอมเม็ดละ 1 บาทไปวางที่ 7-Eleven สมมติว่า 1,000 สาขา เฉลี่ย 1 ชม. ขายได้สาขาละ 1 เม็ดก็เท่ากับ 1 x 1,000 = 1,000 บาท
- ถ้าคิดเป็น 1 วันก็จะเท่ากับ 24ชม. x 1,000 = 24,000 บาท ต่อวัน
- 1 เดือนเท่ากับ 24,000 x 30วัน = 720,000 บาท ต่อเดือน
พระ เจ้าจอร์จ คุณขายลูกอมเม็ดละ 1 บาท ได้ยอดขายเดือนละ 720,000 บาท/เดือน นี่แค่ลูกอมเม็ดละ 1 บาทนะครับ แล้วถ้าเป็นชาเขียวขวดละ 20 บาทจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อตอนที่สินค้ายังไม่ขึ้นราคา ผมรู้มาว่าต้นทุนของชาเขียวแค่ขวดละ 3 บาทด้วยซ้ำไป(ถ้าผิดขออภัย)
มาถึงตรงนี้คุณเห็นพลังของการมีเครือข่ายอยู่ ในมือรึยังครับ ตอนนี้เราเปรียบเสมือนเป็นเจ้าของ 7-Eleven แล้วนะครับ ถ้าคุณมีข้อมูลลูกค้าอยู่ในมือ 1 คน เท่ากับคุณมี 7-Eleven 1 สาขาแล้ว ผมเชื่อว่านักการตลาด 1 คนหาข้อมูลลูกค้า 1,000 คนไม่ใช่เรื่องยาก อาจจะใช้เวลาหน่อย แต่มันก็คุ้มค่ามากเลยครับ จริงๆแล้วผมมีวิธีที่ไม่ต้องเสียเงินค่า PPC อีกด้วย เรียกกว่ายืมมือคนอื่นเอาข้อมูลลูกค้ามาให้เรา โดยที่เราเหนื่อยทีเดียว ทั้งเราทั้งลูกค้าทั้งคนที่ทำงานให้เรา แฮปปี้หมดทุกฝ่าย ลองดูที่เว็บเจ้าของสินค้า clickbank สิครับ บางเว็บจะมีให้กรอกข้อมูลเพื่อรับข่าวสารฟรีอีกด้วย นี่ไง ยืมมือคนอื่นหาข้อมูลลูกค้าให้เรา
และข้อดีของ Email Marketing ก็คือว่า (เปิดเผยซะแล้วว่ามันคืออะไร) เราสามารถนำเสนอโฆษณาของเราที่พ่วงท้ายไปกับบทความดีๆ ได้หลายครั้ง
- นำเสนอครั้งที่ 1 อ่านบทความที่ชอบ ลูกค้าไม่สนใจสินค้า
- นำเสนอครั้งที่ 2 อ่านบทความที่ชอบ ลูกค้าไม่สนใจสินค้า
- นำเสนอครั้งที่ 3 อ่านบทความที่ชอบ ลูกค้าไม่สนใจสินค้า
- นำเสนอครั้งที่ 4 อ่านบทความที่ชอบ ลูกค้าไม่สนใจสินค้า
- นำเสนอครั้งที่ 5 เอ๊ะ เห็นบ่อยแล้ว มันเป็นยังไง ลองคลิกเข้าไปดูซิ โอ๊ว งั้นๆแหละ ไม่เอาดีกว่า (ลูกค้าเข้าไปดูเว็บ browser เก็บ cookie ได้ xx วัน)
- นำเสนอครั้งที่ 6 ลูกค้าเบื่อและ ยกเลิกการรับข่าวสารจากเรา
- xx วันต่อมา ลูกค้าตื่นเช้ามาอากาศหนาว ไม่สบาย นึกได้ โอ๊ว จำได้ว่าเมื่อ xx วันที่แล้ว เข้าเว็บขายวิตามินซีนี่นา แล้วเค้าบอกว่า มันช่วยให้ดีขึ้นจากอาการไข้หวัดได้ เข้าไปซื้อดีกว่า พอลูกค้าเข้าไปในเว็บ แล้วเว็บนั้นมี cookie ของ aff id ของเราพอดี ลูกค้าซื้อสินค้า สุดท้ายเราได้ตังค์
ผมจำได้ว่า มีสมาชิกในบอร์ดนี้คนนึง ทำงานอยู่กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังทำอยู่รึเปล่า เพราะว่าไม่ใช่ว่าตอนนี้เป็นเศรษฐีไปแล้วรึยัง เค้าบอกว่า เค้าทำ Email Marketing ให้กับที่ทำงานของเค้า โดยที่ที่ทำงานของเค้าขายสินค้าจาก Email Marketing ได้วันละ 1 ล้านบาท ผมก็อ่านตั้งหลายรอบ เค้าก็บอกว่าไม่ผิดหรอกครับ 1 ล้านบาท
โอ๊ว วันละ 1 ล้าน สงสัยตอนนี้พี่แกศึกษาวิธีการจนตอนนี้กลายเป็นเซียนเหยียบเมฆได้แล้วมั๊ง
http://forums.sem.or.th/index.php/topic,16326.0.html

0 comments:
Post a Comment