วิธีการหาสินค้าต่างๆ ของและคนต่างกัน แล้วแต่จะมีการหาสินค้ายังไง แต่สินค้าที่ดีต้องมี
1. มี Rating ดี
2. มีคน Review ดี (อ่านดูด้วนนะครับว่าเค้า Review ดีแค่ไหน)
3. มี Free Shipping (อันนี้ไม่สำคัญเท่าไรดูว่าราคาถูกกว่า Website อื่นก็ไม่ค่อยจำเป็น)
4. ราคาถูกกว่า Website อื่นๆ ที่ขาย
5. สินค้าวางจำหน่ายแล้วไม่ควรเกิน 2 ปี
6. มี What Do Customers Ultimately Buy After Viewing This Item มากกว่า 40% (มากน้อยไม่สำคัญอยู่ที่ Keyword)
7. Product Details & Product Description ต้องอธิบายสินค้า ครบถ้วน ยิ่งมีอธิบายมากยิ่งดี
8. มี Video ให้ดูยิ่งดี (ไม่มีก็ได้)
9. อยู่ในความต้องการของตลาด (Trends ดี) คืออยู่ในช่วงกราฟขึ้น
10. ดูใน Google adword Tool ว่าชื่อสินค้านั้นมีคน Search มากพอสมควร และก็เอา Keyword นั้นแหละมา Test เบื่องต้น
วิธีการหาสินค้าแบบอื่นๆ คือ
ดู Top Search ใน Shopping.com bizrate.com และอื่นๆ เพื่อหาสินค้าที่คน Search มาทำการขาย แต่ก็ควรดูด้วยว่าสินค้านั้น ราคาถูกหรือปล่าว
ของ amazon ถูกที่สุด หรืออยู่ในเกณพอๆ กัน web อื่นๆ
สำรวจคู่แข่ง
ดู ใน Google.com adpreview หรือ Zuula.com ว่ามี คนใช้ Url. amazon.com หรือปล่าว โดยการ Search ตาม Keyword ที่เราหามา นอกจากนั้นควรดูคู่แข่งเจ้าอื่นๆ
ด้วย ว่าขายอะไรใน Keyword นี้ เหมือนกับเราไหม ราคามากกว่าหรือน้อยกว่า อาจจะเก็บข้อมูลไว้ก็ได้
ถ้ามี Url. amazon.com อยู่ไม่ต้องกลัว สู้! ถ้าเรามั่นใจในสินค้า แต่ถ้าสินค้าดูแล้วยังขาดคุณสมบัติหลายๆประการ ก็ไม่ต้องไปทำ
การหา Buying Keyword
ชื่อสินค้า + ชื่อรุ่น
ใส่คำนำหน้า และคำลงท้าย เช่น
optoma hd73
buy optoma hd73
buy optoma hd 73 best price
optoma hd73 best price
cheap optoma hd73
optoma hd73 projector
optoma hd73 for sale
optoma hd73 sale
optoma hd73 on sale
hd73
buy hd73
hd 73 best price
hd73 projector
ประมาณนี้แหละ หามาประมาณ 10 ตัว ก็พอ Keyword ทำเงินมันไม่ค่อยมีไรมากหรอก
Keyword ที่หามาต้องมี Imp มีการ Search พอสมควร
ตัวอย่าง ข้างต้นมันเป็น Basic พื้นฐานอยู่แล้วครับ เพื่อนๆก็คงจะทำเป็นกันทุกคน แต่ที่ต้องเน้นย้ำคือ เรื่อง Trends ของสินค้า เรื่องสินค้าที่เลือกมาต้องย้ำนะครับว่าถ้าสินค้าที่เลือกมามีคู่แข่ง ปัจจุบันคู่แข่งมีอยู่แล้วครับ ควรจะดูคุณสมบัติและรายละเอียดสินค้าดีๆ ก่อนทำการโฆษณาเพื่อคววามมั่นใจ และการคำนวณหา Max Bit ของเราก่อน ซึ่งต้องเปรี่ยบเทียบกับ
ROI ของเราว่าทำไปแล้วน่าจะมีกำไร ตัวไหนที่คำนวณแล้วไม่ได้กำไรก็ไม่ต้องไปทำ
จุดที่ชี้ว่าจะ ขาดทุนหรือกำไรอยู่ที่การ Test สินค้าครับ เรามาดูกัน
การ Test สินค้าสำหรับมือใหม่นั้น อย่า Test มากไปครับ Test 3-5 ชิ้นก่อนก็พอ ทุนเยอะหรือน้อยไม่เกี่ยวครับ Test น้อยๆ ไว้ก่อน ค่อยๆ เป็นค่อยๆไป เดียวทุกอย่างจะออกมาเป็น
Step แล้วเดียวก็จะง่ายขึ้นเองครับ ต้องเริ่มต้นอย่างมีระบบ
ลองดูประสบการณ์ที่ขาดทุนของผมนะครับ
แรกๆ ผม Test สินค้า 10 ชิ้น ต่อวันประสิทธิภาพการหาสินค้าก็ลดลงจึงไม่ได้สินค้าที่ดีมีคุณภาพซักเท่าไร
มี Keyword ทั้งหมด 100 ตัว หรือมากกว่านั้น (Keyword 10 ตัว ต่อ 1 สิ้นค้า) ผลของการ Test สินค้าจะเป็นอย่างงี้ครับ
ผม Test สินค้าได้ไม่หมดทุกชิ้น แหละ Test Keyword ได้ไม่หมดทุก Keyword แต่ละ Keyword มี Click ละไม่เกิน 20 Click ทำให้ไม่เจอสินค้ากำไร ทำไมละครับ ? เรามาดูกัน
ผม เสียค่า Bit Keyword ตัวละ $1 ต่อ 1 Click มีคน Click Keyword ของผม 20 Click ต่อ 1 Keyword ผมมี Keyword ที่ต้อง Test ทั้งหมด 100 ตัว
ทั้งหมดเป็นเงิน = $2,000 เป็นยยังไงครับ ^^ หาเจอไหมครับ Keyword ทำกำไร จากการ Test Keyword 20 Click ? ขาดทุนไหมครับ ? วัดผลได้หมดไหมครับ ? Track หมดไหมครับ ? ยังไม่ทันเริ่มเลย ขาดทุนไปยับเยินแล้ว ในความเป็นจริง แค่ $300-$500 ก็เอ๋อแล้วครับ เฉลี่ยจริงๆ แล้ว Test ได้นิดเดียวเองครับ ซึ่งมันไม่สามารถวัดผลได้เลย
วิธี test สินค้าใหม่หลังจากขาดทุนมาย่อยยับ
ผม คัดเลือก สินค้ามาเป็นอย่างดี 3 ชิ้น ผมคิดว่า 3 ชิ้นนี้ คุณสมบัติสุดๆแล้ว ผมก็หา Buying Keyword มาชิ้นละ 10 ตัวเหมือนเดิมครับ เป็น 30 Keyword
ผมก็สร้าง add มา 3 add ตามสินค้า 3 ตัว และนำ Keyword ไป Test ก่อน ชิ้นละ 10 ตัว ให้อยู่ใน add เดียวกัน จะได้ 3 add โฆษณา ใส่ Bit เริ่มต้นที่ $100
ผมก็วัดผลที่ 2 Click แรกก่อน ดู Keyword ตัวไหน Bit แพงเกินกำไรที่เราได้รับ ผมก็ลบทิ้งไปก่อน เหลือแต่ Keyword ที่ยังมีโอกาศทำกำไร จะเหลือ Keyword อยู่ประมาณ
5 ตัวในแต่ละ add ผมก็ Test ต่อไปอีกซัก Keyword ละ 20 Click รอดูว่ามี Order หรือปล่าว ถ้าไม่มีก็ลบทิ้งไป ถ้ามีผมก็ทำการแยก add โดยใช้ Tracking มาช่วย ผมก็สร้าง Tracking มา 15 id ตั้งชื่อแบบ Basic ใช้ Test สินค้า เช่น producttest 1-15 ใช้สำหรับ Test Keyword อย่างเดียว
แยกมากก็จะได้ 15 add 15 Keyword 15 Tracking id โดยให้อยู่ในลักษณะ 1 add 1 Keyword 1 Tracking ID
จาก นั้นผมก็ทำการ Test ต่อไปเรื่อยๆ ผมตั้งลิมิต ที่ Keyword ละ 40 Click ในเวลา 3 วัน คือถ้า 3 วันยังไม่มีคนซื้อมีแต่ Click ก็ลบ ถ้า 40 Click แล้วยังไม่ซื้อก็ลบ
ถ้า 3 วัน ยังไม่มี Imp หรือ Click ก็ลบทิ้ง ไม่ต้องไปเสียดาย ผลจะไม่ลบทิ้งถ้ามันยังไม่ถึงลิมิตที่ผมตั้งไว้ เพื่อให้มั่นใจ ผมเสียเงิน Test ทั้งหมดประมาณ $400 กว่าๆ
เชื่อไหม ครับว่าผมเจอ Keyword ทำเงิน 3 ตัว เท่านั้นที่ขายได้จริงๆ ในเมือผมเจอแล้วผมทำยังไงต่อ ? ผมก็ให้มัน Run ไปซักพักให้แน่ใจว่าได้ Order เรื่อยๆ
จากที่ผม Tracking Keyword ผมก็เปลี่ยนมา Tracking ตามรัฐเอาโดยใช้ Tracking id เดิม ผมก็แยก add ออกมาตามรัฐที่จะ Test แล้วก็รอดูวัดผลเหมือนเดิม
พอรู้ว่ารัฐไหนขายดี ก็มา Track ตามเวลาดูว่าช่วงไหนขายดี เพื่อลดต้นทุน จาก ROI ที่ 150% กว่าๆ ผมสามารถทำ ROI ได้เพิ่มขึ้นถึง 300% เพียงแค่ขยันเพิ่มขึ้น
พอได้สินค้าทำกำไรได้แล้ว ผมก็หาสินค้ามา Test เพิ่มอีกทีละ 3 สินค้าไปเรื่อยๆ ก็สามารถเปลี่ยนจากขาดทุนมาเป็นกำไรได้อย่างสำเร็จ

สรุป
ให้ Test สินค้าน้อยๆ เก็บรายละเอียดเยอะๆ อย่าขี้เกรียจ คงเห็นผมจากการ Test สินค้าเยอะๆ แบบผมกันแล้ว แล้วเพื่อนๆ ยังจะทำอีกไหม ?
ที่ผมนำมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังเพื่อที่เพื่อนๆมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำจะได้ไม่ขาดทุนให้กับความใจร้อน ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆไปทีละ Step
ส่วนเรื่องการทำ Landing Page นั้นอย่าเพิ่งก็ได้ครับสำหรับมือใหม่ ลองทำดูก่อน ยอมรับว่ามีผลมากแต่คุณต้องมีสินค้าทำกำไรได้แล้วจึงค่อยไปศึกษาหรือศึกษาไป เลยก็ได้
ลองเรียนรู้การทำงานของตัวเองก่อนว่าชอบแบบไหน Landing Page ให้สำหรับลดต้นทุน แต่ถ้าหากยังไม่เจอ Keyword ทำกำไรได้ ก็ยังไม่ต้องทำครับ เสียเวลา
มีอะไรสอบถามก็ โพสที่กระทู้นี้ได้เลย เดี่ยวเข้ามาตอบให้เรื่อยๆครับ
ปล. ขอให้เพื่อนๆที่เพิ่มเริ่มทำมีกำไรได้เยอะๆนะครับ
สุขี สุขัง สุขคารัง แล้วก็สุขคา(o)
iStupid

0 comments:
Post a Comment